พูดจาอย่างมีศิลปะ เคล็ดดีๆที่ช่วยให้ได้งาน

การสัมภาษณ์งานของผู้สมัครงาน สามารถทำให้คุณคือคนที่น่าสนใจเป็นตัวเลือกที่ดีเหนือจากผู้สมัครงานอื่นๆได้ด้วยการมีศิลปะในการพูด เพื่อสร้างความประทับใจ วันนี้เราขอนำข้อแนะนำสำหรับการพูดในการสัมภาษณ์ที่จะสร้างเสน่ห์ให้ผู้สมัครงานมาฝากกัน

คุณควรใช้น้ำเสียง ที่ดังฟังชัด ไม่อู้อี้อยู่ในลำคอ ความดังของเสียงอยู่ในระดับที่ได้ยินชัด  ไม่ใช้เสียงเบาเกินไป ไม่พูดแบบพูดเหมือนกระซิบอยู่ตลอด พูดจาให้มีจังหวะในการพูด การพูดช้า อาจเป็นเพราะใช้เวลาในการคิดหาคำตอบ ถ้าเป็นกรณีนี้ การเตรียมตัวอย่างดีจะช่วยได้เพราะจะ ทำให้ตอบได้ทันที ดังนั้นจึงต้องศึกษาคำถามและเตรียมคำตอบไว้ก่อน

จำไว้ว่าระวังการใช้ ติดปาก เช่น คำว่า  เอ้อ อ้า แบบว่า ก็ แล้วก็ คือว่า คำ เหล่านี้ทำให้ผู้ฟังรำคาญได้ ใคร ต้องฝึกฝน ระวังตัว ที่จะไม่พูดคำเหล่านี้  ไม่ควรพูดคำแสลง เพราะถือว่าเป็นคำไม่สุภาพแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่เข้าใจจึงควร พยายามระมัดระวังใน การใช้คำที่เป็นภาษาเฉพาะ รับรู้กันในหมู่วัยเดียวกัน

พูดจาให้พอดี อย่าพูดมากเกินไป ควรตอบเพียงสั้น ๆ กระชัยตรงประเด็นให้คำตอบของสิ่งที่ถามชัดเจน ไม่ควรพูดน้อยเกินไป หาก ไม่พยายามให้ข้อมูล ไม่นำเสนอตัวเองให้เป็นที่รู้จัก จะทำให้คุณไม่น่าสนใจและดูเป็นคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

ความจริงใจสำคัญที่สุด พูดความจริงอย่างจริงใจไม่ควรพูดโกหก หากถูกจับโกหก มีแต่เสียกับเสียทำให้คุณดูเป็นคนไม่จริงใจกับองค์กร อีกทั้งไม่น่าเชื่อถือ อย่าอวดอ้างหากไม่มีประสบการณ์น้อย และคุณควรบอกว่ามีประสบการณ์ที่จำเป็นต่องานนี้อย่างไรมากกว่าเล่าว่าคุณทำอะไรมาบ้างจนดูเป็นการเล่าประวัติตัวเองไม่ตรงประเด็น

นำเสนอตัวเองให้ดี หากคุณเป็นผู้สมัคร อายุน้อย ควรพูดนำเสนอตัวเองให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณนั้นมีความตั้งใจในการทำงานยินดีทำงานเต็มที่แม้จะได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้มีประสบการณ์   สามารถนำความรู้ทันสมัยมาใช้ในงานได้แสดงให้เห็นว่าคุณมีบุคลิกแบบเปิดพร้อมที่จะพูดคุยกับผู้คนพร้อมที่จะทำความรู้จักกับผู้สัมภาษณ์งาน อย่างเป็นกันเองอย่างมีกาลเทศะ

การพูดจาให้มีเสน่ห์ มีศิลปะ และถูกกาลเทศะคือสิ่งที่ผู้สมัครควรมีหากไม่มีควรฝึกฝนให้สามารถทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีการฝึกอบรมหลากหลายที่น่าสนใจที่สอนการนำเสนอ การพูดคุยในที่สาธารณะ และการพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจคนหากมีโอกาสควรที่จะฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองจะเป็นประโยชน์ทั้งกับการสมัครงาน การทำงาน และใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

เนคไท สิ่งเล็กๆที่บอกความเป็นคุณเมื่อไปสมัครงาน

สิ่งที่บอกถึงรสนิยมของผู้สมัครงานได้ดีอย่างหนึ่งกรณีผู้สมัครงานผู้ชายคือการเลือกใช้เนคไทที่เหมาะสมในกับสูท เป็นสิ่งที่คุณควรใส่ใจ และพิถีพิถันเพราะช่วยเสริมบุคลิกให้คุณดูภูมิฐานและดูโดดเด่นสำหรับผู้ที่กำลังจะไปสมัครงานอยากให้คุณอ่านวิธีเลือกเนคไทคให้เหมาะกับแต่ละชุด และโอกาสกันดีกว่า

เนคไทลายกราฟฟิค  ส่งเสริมบุคลิกสนุกสนาน ขี้เล่น และมีอารมณ์ศิลปินหากจะให้ดูดียิ่งขึ้นควรสวมใส่กับสูทสีน้ำเงิน กรมท่า และน้ำตาล ส่วนเสื้อเชิ้ตที่สวมใส่ด้านใน สามารถเลือกใส่ได้ไม่จำกัดสีสัน

เนคไทสีเทาลายดอกเล็กๆ หนุ่มบางคนอาจจะเมินแต่นี่เป็นเนคไทที่ควรมีติดตู้เสื้อผ้า เพราะเข้ากันได้ดีกับเสื้อผ้าและสูทแทบทุกชุด  สามารถใช้กับเชิ้ตและสูทหลากหลายแบบ  จะใส่สำหรับมาสมัครงาน หรือจะใสเพื่อไปงานปาร์ตี้ก็ไม่มีปัญหา

เนคไทลายสกอต   ช่วยทำให้คุณผู้ชายทั้งหลายดูเป็นชายหนุ่มที่มีความทันสมัย มั่นใจ ยิ่งเข้าคู่กับสูทสีดำ หรือน้ำตาล และเสื้อเชิ้ตสีขาว หรือโทนสีพื้นๆ จะทำให้คุณมีลุกแบบบิสซิเนสแมน

เนคไทลายริ้วเป็นแบบที่มีความคลาสสิค เหมาะกับหนุ่มมาดนักธุรกิจเข้ากับชุดสูทสีเทา หรือสีกรมท่าได้ดีมาก ควรสวมใส่กับเสื้อเชิ้ตขาวด้านใน ดูสะอาดสะอ้านและมีรสนิยมทำให้มีความภูมิฐานน่านับถือ

เนคไทสีพื้น ไม่ว่าสีอะไรสามารถใช้ได้ง่าย เป็นที่นิยมมาก ดูภูมิฐาน มีรสนิยม และคลาสสิคอยู่ในทีอาจเป็นสีเข้ม สีอ่อน ยิ่งทำมาจากผ้าไหม ชั้นดี และจะทำให้หนุ่มๆ ที่สวมใส่ดูเป็นคนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความสง่างาม มาจับคู่กับเสื้อเชิ้ตสีขาวและสูทสีดำ หรือสีเทา เลือกใส่กับเสื้อเชิ้ตสีพื้นๆ จะดีมาก

เนคไทสีม่วงเบอร์กันดี้ลายดอก แสดงถึงความเป็นคนมีมาดสุขุมและเป็นนักอนุรักษ์นิยมเล็กๆ สูทที่เหมาะกับเนคไทลายนี้ก็จะเป็นสูทสีขาว สีเขียวแบบทหาร หรือสีน้ำตาล และเสื้อเชิ้ตควรจะเป็นสีน้ำเงิน ดำ หรือน้ำตาล ซึ่งจะทำให้ผู้สวมใส่แลดูภูมิฐาน และอบอุ่น

สมัครงานนั้นอาจไม่ต้องผูกเนคไทยและไม่จำเป็นต้องใช้ของแพง หรือแบรนด์ดังขอให้ดูดี สุภาพ และสะท้อนรสนิยมที่ดีก็พอแล้ว แต่การที่ผูกเนคไทใส่สูทจำเป็นมากสำหรับการสมัครงานที่ต้องการความเป็นทางการตั้งแต่ตำแหน่ง พนักงาน ผู้จัดการ ผู้บริหาร การไม่ใส่สูทผูกเนคไท จะทำให้คุณดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ

ท่องให้ขึ้นใจ 9 สิ่งที่ต้องเคร่งคัดหากอยากได้งาน

นอกจากการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครงานต้องมีการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆให้พร้อม  เพื่อให้การสมัครงานของคุณนำพาไปสู่การได้งานทำ ผู้สมัครงานต้องไม่ละเลย  สิ่งที่ต้องเคร่งครัดหากอยากได้งาน เราเอาทั้ง 9 ข้อที่คุณต้องเตรียมพร้อมมารวมไว้แล้ว

 

  1. แต่งตัวอย่างมืออาชีพการทำเพื่อให้ตัวคุณเองมั่นใจและทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจ การมีบุคลิกภาพที่ดีเริ่มจากแต่งกายให้สุภาพ เป็นทางการ ใส่รองเท้าหุ้มข้อ จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย รักษาความสะอาด  นอกจากนี้การแต่งกายที่ดีเป็นการให้เกียรติผู้สัมภาษณ์และสถานที่ แสดงให้เห็นความตั้งใจในการมาสัมภาษณ์งาน
  2. ไม่ควรไปสาย และการตรงต่อเวลาสำคัญมาก ดังนั้นจึงควรวางแผนการเดินทางให้ดี เผื่อเวลารถติดไว้ด้วย และเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นฉุกเฉิน โดยศึกษาเส้นทาง ไปก่อนเวลานัดสัมภาษณ์อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป เพื่อที่จะได้เตรียมตัว และทำความคุ้นเคยกับสถานที่
  3. ต้องตรวจสอบและเตรียมเอกสารสมัครงานให้พร้อมทั้ง รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการศึกษาต่างๆ รวมทั้งผลงานที่ผ่านมาของคุณ ทางที่ดีควรถ่ายสำเนาและแสกนไฟล์ทั้งหมดส่งเข้าไว้ใน e-mail หรือระบบ Cloud
  4. ควรมีปฏิกิริยาที่ทำให้รู้ว่าการตอบคำถามในระหว่างสัมภาษณ์เป็นไปอย่าง กระตือรือร้นมีชีวิตชีวา ไม่ควรพูดเร็วเกินไป ไม่ควรพูดแทรกกลางคัน หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสั้นๆ ด้วยคำว่า “ค่ะ/ครับ” ตอบคำถามให้ชัดเจน ตรงประเด็น มีการอธิบายรายละเอียด
  5. นอกจากเตรียมไปตอบคำถามต้องเตรียมคำถามที่ดีไปถามด้วย เพราะผู้สัมภาษณ์มักเปิดโอกาสให้ถามในช่วงท้ายๆ จึงควรหาคำถามที่ดีส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของคุณ เช่นการถามทิศทางขององค์กร ถามว่าคุณสามารถเข้าไปช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
  6. ไม่ควรพาดพิงหรือพูดแสดงความคิดเห็นถึงเจ้านายเก่า  ที่ทำงานเก่า ในแง่ลบ มันเป็นการแสดงทัศนคติที่ไม่ดีของคุณต่อบุคคลอื่น ควรหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเลยจะดีกว่า
  7. เรื่องต้องห้าม 3 อย่างได้แก่ ความเชื่อ การเมือง และศาสนาไม่ควรแสดงความคิดเห็นใน เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อ ส่วนบุคคล
  8. อารมณ์โกรธ ประหม่า เสียใจควรควบคุมอารมณ์เหล่านี้ให้ดีไม่ควรแสดงความรู้สึกในด้านลบบางทีอาจถูกทดสอบยั่วยุอารมณ์คุณต้องจัดการตัวเองให้ได้
  9. มารยาทที่ สัมมาคารวะสำคัญมาก ควรกล่าวคำว่า“สวัสดี” และ “ขอบคุณ” เมื่อก้าวผ่านประตูห้องสัมภาษณ์ควรยกมือไหว้ แสดงความนอบน้อม และมารยาทที่ดี ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะดูอ่อนวัย หรือตำแหน่งด้อยกว่าคุณก็ตาม เพราะถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่ดี จะทำให้คุณมีความน่าสนใจขึ้น

 

ผู้สมัครงานจำให้ดีและปฏิบัติตามจะมีโอกาสที่ดีในการได้งานที่คาดหวังอย่างแน่นอน และยิ่งคุณมีทักษะประสบการณ์ที่ดีร่วมด้วยแล้วตำแหน่งงานดีๆรอคุณอยู่แน่นอน

เมื่อต้องหางานใหม่ จงตั้งสติสักนิดก่อนสตาร์ท

“ตกงาน”  คำสั้นๆพูดเบาๆก็เจ็บ แต่เมื่อตกงานแล้วก็ต้องหางานใหม่ แต่การหางานใหม่ที่จะทำให้คุณมีความสุขและไม่เครียดได้นั้นคงต้องตั้งสติคิดทบทวนก่อนกระโดดเข้าสู่การแข่งขันหางานทำจริงไหม ถ้าคุณกำลังเป็นคนตกงาน มาตั้งสติก่อนสตาร์ท กันดีกว่า ทำยังไงมาดูเลย

  1. ยอมรับสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้น

การโทษสิ่งอื่นๆที่คุณควบคุมไม่ได้ เช่น เจ้านายกลั่นแกล้ง เพื่อนร่วมงานไม่ชอบหน้า ลูกค้าไม่พอใจทำให้คุณต้องตกงาน แม้อาจจะเจ็บปวดแต่มันเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วเมื่อคุณตกงานเพราะสิ่งเหล่านี้  แต่จงมามองว่าทำไมนายจ้างเพื่อนร่วมงานต้องกลั่นแกล้งไม่ชอบคุณ ลูกค้าตำหนิคุณในเรื่องอะไร และแก้ไขสิ่งผิดพลาดนั้น

  1. สำรวจความสามารถของตัวเองว่าขาดคุณสมบัติอะไรบ้าง

บางครั้งสาเหตุของการตกงานคือคุณไม่ผ่านการประเมินให้ผ่านตาม KPI หรือทำงานบางอย่างผิดพลาดร้ายแรงนั้นเพราะคุณขาดความรู้ความสามารถอะไร พลิกโอกาสของการตกงานมาสู่การใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวเอง อัพเกรดคุณเป็นคนใหม่ที่พร้อมลุยงานก่อนเข้าสู่สนามการหางานแบบนี้น่าจะดีไม่ทำให้พลาดซ้ำๆ

  1. ค้นหาความชอบจุดแข็งให้เจอ นี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้คุณได้ทำงานในสายงานใหม่

สาเหตุของการตกงานบางครั้งก็เพราะคุณเลิกที่จะตกงาน เพราะเบื่อกับงานเดิม หรือมีความคิดที่อยากจะไปแสวงหาความท้าทายอื่นๆด้วยการทำงานข้ามสายงาน ถ้าได้ตัดสินใจออกจากงานเดิมแล้ว หางานในสายงานใหม่จงหาข้อมูลเกี่ยวกับสายงานใหม่ ช่องทางการเข้าสู่สายงานใหม่ให้ดี ผู้มีข้อมูลย่อมประสบความสำเร็จในการหางานใหม่ได้ดีกว่า

  1. สร้าง “ทัศนคติเชิงบวก” ในการหางานใหม่

บางครั้งบางทีการ โอกาสในการตกงานก็มาถึงคุณโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว ไม่ว่าจะถูกให้ออกจากการทำงานผิดพลาด องค์กรต้องเลิกกิจการ หรือคุณเองต้องโยกย้ายที่อยู่ใหม่ ทำให้ต้องหางานใหม่ การคิดเชิงลบถึงโชคชะตาที่เล่นตลกทำให้คุณตกงานก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเสริมพลังบวกให้ตัวคุณ จงมองว่าการตกงาน เป็นโอกาสในการที่คุณจะได้ก้าวสู่การจัดการสิ่งที่ท้าทายและการหางานใหม่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ จงพิจารณาปรับปรุงแก้ไขสิ่งผิดพลาด เตรียมกายและใจให้พร้อมและเข้าสู่ตลาดงานอีกครั้ง คนเราชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป เหตุการณ์นี้ จะทำให้คุณแกร่งขึ้นและได้เรียนรู้การแก้ปัญหาชีวิตอย่างมีสติ

ขอเป็นกำลังใจให้คนหางานทุกคน คนตกงานในวันนี้จะเป็นคนได้งานอย่างแน่นอนในวันข้างหน้าขอให้อดทนและมีความตั้งใจ หากเหนื่อยและท้อพักบ้างและลุยต่อ

ผู้สัมภาษณ์งานแบบนี้สิที่ HR เทใจไปให้มากกว่าครึ่ง

การสัมภาษณ์งานนั้นนอกจากจะดูความสามารถของผู้สมัคงานคุณสมบัติที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานแล้ว ฝ่าย HR ที่เรียนรู้วิธีการพิจารณาเลือกคนเข้าทำงานยังมองหาสิ่งอื่นๆในตัวผู้สมัครงานอีกหลายอย่าง เช่น ทัศนคติ ความคิดอ่าน การวางตัว วินัย  และผู้สมัครงานที่มีพฤติกรรมเหล่านี้คือคนที่ HR จะเทใจให้

  1. คนที่มาต่อเวลา

คนที่มารับการสัมภาษณ์งานโดยไมมาสาย หรือ ไม่มาตั้งแต่ไก่โห่ คือคนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการตัวเอง และบริหารเวลาที่ดี   จะสามารถทำงานเสร็จตามกำหนด ในทางตรงกันข้างคนที่มาสายโดยไม่มีเหตุผลที่ดีหรือไม่แจ้งมาก่อนว่ามีเหตุว่าต้องมาช้ากว่าเวลานัดเป็นกลุ่มที่ไม่น่าปลื้มเอามากๆ หากรับเข้าทำงานอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของบริษัท

  1. คนที่ทำการบ้านมาดี รู้จักองค์กรในแบบแฟนพันธ์แท้

การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่สมัครงาน และ รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับองค์กรที่คุณมาสมัครงานเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณจะอธิบายได้ยากว่าคุณยากทำงานนี้โดยที่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานหรือองค์กรเลย ถ้าไม่ทราบข้อมูลก็เหมือนว่าคนไม่ได้ใส่ใจและมีความตั้งใจอยากร่วมงานกับองค์กรจริงๆ

  1. คนที่รู้จักกาลเทศะและการวางตัวที่เหมาะสม

บุคลิกภาพที่ดีในการสัมภาษณ์งานคือการแสดงความสนใจต่อคู่สนทนาและจดจ่อกับคำถามและมีสติในการตอบคำถาม หากผู้สมัครงานมัวแต่มองนาฬิกา หันซ้ายขวา ร้ายไปกว่านั้นคือหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูบ่อยๆแบบนี้คงสอบตกเป็นแน่  ยิ่งคนที่ตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมยิ่งทำให้ HR ระอาใจได้  เช่น สอบถามกรรมการถึงเรื่องส่วนตัว สอบถามข้อมูลเชิงลึกขององค์การอย่างไม่เหมาะสม เช่น ได้ยินว่าหุ้นตกมาก องค์กรมีแนวโน้มจะเลิกกิจการไหม เจ้านานที่นี่เป็นคนยังไง คำถามแบบนี้ควรเก็บไว้อย่าเอ่ยออกมา

  1. คนที่สื่อสารดี มีเหตุผล

ในการสัมภาษณ์งานนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง หากผู้สมัครงานสามารถที่จะสื่อสารโดยการขยายความเข้าใจให้กรรมการสอบสัมภาษณ์ได้เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสาร เช่น การยกตัวอย่างสนับสนุนสิ่งที่พูด การแสดงเหตุผลประกอบการตอบคำถามหรือการแสดงความคิดเห็นด้วยการเลือกใช้ถ้อยคำที่ดี ใช้ภาษาที่ถูกต้องทำให้การสื่อสารประสบความสำเร็จมากขึ้นได้ คนแบบนี้จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเป็นทีม แบบนี้น่าเอามาร่วมงานด้วย

  1. คนที่มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน

คนเก่งอาจจะไม่สู่คนที่มีทัศนคติที่ดี  ผู้สัมภาษณ์มองหาผู้สมัครที่มีทัศนคติต่อการทำงานเป็นทีม คนที่มีความอุตสาหะในการทำงาน และมีความทุ่มเทในการทำงานมากกว่าคนเก่งที่ไม่มีคามยืดหยุ่นและชอบทำอะไรแบบ One man show เพราะการทำงานร่วมกันในองค์กรมากกว่าการใช้ความสามารถต้องใช้น้ำใจไมตรีในการเกื้อกูลกันด้วย

จัดการกับตัวเองยังไงดีเมื่อสมัครงานมาหลายที่ แต่เรายังไม่ใช่คนที่ถูกเลือก

ออกจากบ้าน ทุกวัน แปดโมงเช้า ถึง ห้าโมงเย็น รองเท้าสึกไปหลายคู่ ส่งใบสมัครมาเป็นร้อยที่ ฝากประวัติไว้ทุกเว็ปไซด์  แล้วทำไมยังไม่ได้งาน งานที่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ก็ไม่เห็นติดต่อมา เพื่อนที่จบพร้อมกันได้งานไปหลายคน บางคนเริ่มทำงานมีเงินเดือน อวดกันใหญ่ในเฟสบุ๊ค แล้วเราล่ะ ยังอยู่แบบหางานไม่ได้ เลี้ยงรุ่นที่จะมาถึงคงไม่มีหน้าไปเจอใคร

คุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้หรือเปล่า ถ้าปล่อยเอาไว้นานๆความเครียดและโรคซึมเศร้าคงตามมาแน่ๆถ้าคุณหางานมานานไม่ได้งาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการจัดการกับตัวเอง ด้วยแนวทางต่อไปนี้

  1. เรียกขวัญกำลังใจ บอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ แม้คุณจะท้อบ้างแต่การหมดกำลังใจคงยิ่งทำให้คุณแย่ไปมากกว่าเดิม ถ้าหางานไม่ได้สักที ตั้งสติพักบ้างอย่าหักโหม  หาพยายามสมัครงานเดิมซ้ำๆก็ยิ่งจะทำให้ขาดความมั่นใจเมื่อไม่ได้งาน และอาจจะทำให้พลาดโอกาสได้งาน ลองมองหางานในสายงานอื่นที่อาจไม่ตรงกับที่จบมาบ้างน่าจะดี

  1. หากระจกสะท้อนตัวคุณ และทบทวนตัวเอง

ตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วจงหาคำตอบ บางคนถามตัวเองว่าทำไมไม่ได้งาน แต่ไม่หาคำตอบ ทางที่ดีจงวิเคราะห์หาข้อผิดพลาด  ดูเราพลาดตรงไหน จะแก้ไขอย่างไร ทำอะไรผิดไปในการสัมภาษณ์ เรซูเม่ไม่ดีตรงไหนรึเปล่า  ความสามารถที่เราไมตรงตามที่องค์กรต้องการหรือไม่แล้วจะพัฒนาตัวเองอย่างไรสอบถามกับเพื่อนที่ได้งานถามหาวิธีการเตรียมตัวในการสมัครงาน เพื่อนแท้ย่อมต้องแนะนำคุณอย่างจริงใจ

  1. ยังขาดความรู้ความสามารถอะไรเติมให้เต็ม

แม้จบการศึกษาแล้วแต่การสร้างเสริมประสบการณ์และทักษะ รวมทั้งการเรียนรู้นั้นไม่มีวันสิ้นสุด ในขณะที่หางานอยู่นั้น คุณจะยังมีเวลาที่สามารถเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง ยิ่งในยุคนี้หลักสูตรออนไลน์ที่น่าสนจีให้เรียนฟรีมากมาย จงสร้างตัวเองให้เป็นคนที่มีทักษะพร้อมต่อการทำงาน   เช่น เรียนภาษาเพิ่มเติม  เรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานแบบมืออาชีพ

  1. เติมไฟให้การหางานอยู่เสมอ

แม้ว่าคุณเหนื่อยจากการหางาน แต่อย่าให้ไฟฝันของคุณหยุดลง หมั่นสร้างความกระตือรือร้น เติมไฟให้กับตนเอง  คุณชอบทำอะไรก็ทำในสิ่งนั้นแบ่งเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย บางครั้งคุณอาจหาเงินได้จากสิ่งที่ชอบ เคยได้ยินใช่ไหมว่า เรื่องเล่นๆบางทีก็เป็นเงิน  เช่นบางคนชอบอ่านหนังสือ เขียนหนังสืออาจได้งานเป็นนักเขียนอิสระ  บางคนชอบเล่นเกม ก็อาจกลายเป็นคนเขียนรีวิวเกม  บางคนชอบแต่งหน้าโอกาสการเป็นบิวตี้บล๊อคเกอร์ก็อาจจะมาถึงในตอนนี้ คุณจะได้มีรายได้จากงานอดิเรก และเมื่อถึงเวลาที่พร้อมในการหางานประจำที่มั่นคงคุณจึงกระโดเข้าสู่การแข่งจันอีกครั้ง

5 สุดยอดตำแหน่งงานยุคดิจิทัลที่หลายองค์กรควานหาตัว

โลกการแข่งขันในสนามของธุรกิจดิจิทัลเปลี่ยนโฉมไปมากทีเดียว เดิมเราต้องการผู้บริหารเก่งๆที่จะทำให้องค์กรสามารถต่อสู่กับคู่แข่งได้ ต้องการคนผลิตสินค้าเก่งๆ เพื่อทำให้ต้นทุนการทำงานน้อยลง การสมัครงานเปิดรับคนที่มีทักษะการทำงานที่เป็น Hard Skill แต่ในโลกดิจิทัล การรับสมัครงานมีความแตกต่างออกไป เพราะมีตำแหน่งงานใหม่ๆที่องค์กรต้องการตัวและมีผู้สมัคงานเข้ามาแข่งขันตำแหน่งต่างๆเหล่านี้น้อยราย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่กำลังจะสมัครงานควรศึกษาไว้และพัฒนาตัวเองให้พร้อมต่อตำแหน่งงาน 5 สุดยอดตำแหน่งงานยุคดิจิทัลที่หลายองค์กรควานหาตัวมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลย

1. ตำแหน่งบริหารที่จำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล คือ Chief Digital Officer เรียกกันง่ายๆว่า CDO ซึ่งยังมีจำนนน้อยมาก PwC ระบุว่า จำนวนบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่จ้างคนมาทำหน้าที่ CDO มีอยู่เพียง 6% เท่านั้นและองค์กรขนาดใหญ่กำลังต้องการคนในตำแหน่งนี้

2. Strategic Planner หรือ Head of Digital Marketing คือตำแหน่งของนักวางกลยุทธ์ ที่สอดคล้องกับตลาดยุคดิจิทัล ต้องทำหน้าที่ วิเคราะห์ลักษณะของแบรนด์ โดยใช้ source ของ Brand Manual ในการนำลักษณะของแบรนด์มาสร้าง Key Word และคาแรกเตอร์ของแบรนด์ การระดมความคิดของสมาชิกในทีม เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของแบรนด์ รวมทั้งวิเคราะห์ Consumer Insight คือความต้องการของลูกค้า ต้องมีทักษะ เจรจาต่อรอง  ทักษะการใช้ Social Media อาจพ่วงตำแหน่งเป็น Ads Managerมีหน้าที่ วิเคราะห์ Return on investment  วิเคราะห์ Organic Reach และ Paid Reach  ส่งผลวิเคราะห์กลับไปให้ทีม โดยเฉพาะ Strategic Planner กับ Content Creator

3. Content Creator มีหน้าที่ในการวางโครงเรื่องของ content เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ได้ เขียน content การสร้าง promotion เขียน content guideline ให้กับทีมงาน ต้องมีความคิดสร้างสรรค์มีทักษะการประสานงานมีความเป็น Copy Writer

4. Graphic Design คือคนออกแบบภาพกราฟฟิกให้เหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ที่แบรนด์จะนำเสนอต่อลูกค้า ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของการวาง Layout ภาพสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ ทั้งทางFacebook, Instagram, YouTube, Snapchat, Email Marketing Designing, Website banner ควรมีประสบการณ์ในการทำ Digital Visual Marketing  และมีความคิดสร้างสรรค์ซึ่งสำคัญมาก

5. Online Community Manager เป็นผู้ดูแลชุมชนออนไลน์ของแบรนด์ ทุกช่องทางออนไลน์ Social Media หรือทางด้าน Website องทำงานร่วมกับ Content Creator และ Graphic Design โดยรับเอาชิ้นมามาวางตาราง ในการโพสต์แต่ละช่องทาง เพื่อให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้ดูแล ตอบคำถามลูกค้า ดูแลลูกค้า ทุกช่องทาง  พ่วงกับการทำ Online Customer Service  ต้องมีความรู้จักและคุ้นเคยกับวิธีการทำโฆษณา บนโลก Social Media เข้าใจ Mood & Tone ของแบรนด์

เราพบว่าในมหาวิทยาลัยเริ่มมีการสอนที่ครอบคลุมทักษะความสามารถข้างต้นแต่ในโลกปัจจุบันที่การเรียนรู้เปิดกว้าขึ้นมากผู้สมัครงานสามารถฝึกฝนทักษะเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองหามีความชอบในด้านนี้และคุณจะสามารถหางานได้ง่ายขึ้นและเป็นงานที่ท้าทายทีเดียว

เมื่อหุ่นยนต์ถูกนำมาใช้คัดเลือกผู้สมัครงาน ทำยังไงกันดีเหล่ามนุษย์

โลกในยุคดิจิทัล นี้มีเทคโนโลยีสุดว้าวที่มาอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน และในอีกมุมหนึ่งเทคโนโลยีก็เข้ามาทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์จากที่เรามักคิดว่าเทคโนโลยีจะทำงานที่เป็น Hard Skill ได้นั้น ต้องคิดใหม่แล้วเพราะเทคโนโลยีอย่าง  AI มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์และกำบังมีบทบาทในการเข้ามาคัดเลือกผู้สมัครงาน 

อย่างกรณีของ บริษัท Unilever ซึ่งมีสินค้าอยู่ในสังกัดมากกว่า 400 แบรนด์ ใช้วิธีการรับสมัครงานมนุษย์โดยใช้ AI ในการทำงานคัดสรรว่าใครจะมีคุณสมบัติตรงกับที่องค์กรต้องการ และจะคัดผู้สมัครงานที่ไม่เพียงพอออกจากการแข่งขัน   น่าสนใจไปมากกว่านั้น ผู้สมัครงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกต้องเข้าสู่การทดสอบด้วย ออนไลน์ 12 เกมส์เพื่อทดสอบความสามารถทางด้านต่างๆของตัวเอง

สิ่งที่ AI ทำการประเมินผู้สมัคงาน ทำได้จากการประมวลเกี่ยวกับ จากคำศัพท์ที่ใช้ สีหน้าท่าทาง อารมณ์ภาษากาย ปฏิกิริยา ความรวดเร็วในการตอบคำถาม โดยจะวิเคราะห์ออกมาเป็นระดับความฉลาด บุคลิกภาพ และความมั่นคงทางอารมณ์  มีการใช้ระบบ AI มาสักพักหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสรุปอย่างเป็นทางการว่ามันจะให้ผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำแต่แน่นอนว่ามันสามารถช่วยลดระยะเวลาการทำงานของการคัดเลือกคนทำงานได้เป็นอย่างมาก

การพัฒนา AI ในปัจจุบันยังคงเป็นการควบคุมโดยมนุษย์แต่เราก็ได้เห็นก้าวต่อไปสู่การก้าวไปสู่วิธีการทำงานแบบ Automation ที่ทำให้มนุษย์ต้องเริ่มมาตระหนักคิดแล้วว่าจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองยังไงไม่ให้ AI มาแย่งงานทำ หรือจริงๆแล้วเมื่อ AI มาทำงานแทนคุณได้คุณต้องสามารถสร้าง Value อื่นๆให้กับองค์กรเพื่อความอยู่รอดในสายงานของคุณ

แม้เราจะเคยผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับระบบ Automation มาแล้วเช่น การทำงานที่ตอบสนองผลลัพธ์สั้นๆ แต่ ในยุคที่ผ่านมา Automation ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์มากนัก แต่วันนี้และวันข้างหน้าไม่เป็นเช่นนี้แล้ว มนุษย์ต้องเตรียมตัวเองให้ดี วันนี้ AI ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมัครงาน วันหน้าอาจไม่จำเป็นว่าคุณต้องมาสมัครงานเพราะ AI ทำงานแทนคุณอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อไปถึงจุดนั้นมนุษย์ก็ต้องหาความชอบธรรมในการทำงานที่มีคุณค่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราการว่างงานน่าจะเพิ่มขึ้นเพราะ AI ไม่ได้หยุดพัฒนา AI ทำงานอย่างไม่เหนื่อย ไม่บ่น ไม่เรื่องมาก แต่คนล่ะคุณเป็นแบบนั้นไหม

ถ้ามนุษย์จะสู่ AI ได้คุณต้องสามารถให้ในสิ่งที่ AI ไปไม่ถึงคือการให้ความคิดสร้างสรรค์ การให้บริการที่มีการใส่อารมณ์ความรู้สึก ความจริงใจความเป็นมนุษย์ลงไป ในขณะที่ทักษะที่ต้องการการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนมากๆ การวินิจฉัยสิ่งต่างๆที่มีความละเอียดและต้องใช้ความรู้สึกร่วมด้วย เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

5 เทคนิคพิชิตใจ HR สมัครงานครั้งไหนก็ไม่ต้องหวั่น

ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หรือ HR เป็นด่านแรกที่คุณจะต้องเจอเมื่อไปสมัครงาน การพิชิตใจให้คน HR ประทับใจในตัวคุณซึ่งเป็นผู้สมัครงานจึงสำคัญมาก เมาดูกันเถอะว่าคน HR มองหาอะไรในตัวผู้สมัคร ที่จะยกให้เป็นผู้สมัครที่เข้าข่ายน่าสนใจ

1. เริ่มจากแสดงให้ฝ่าย HR รู้ว่าคุณมีทักษะพร้อมในการทำงาน

มีความรู้หรือทักษะในสายงานที่ได้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสายงานหรือตำแหน่งงานที่สมัครได้   เพราะหากคุณพร้อมในการทำงานองค์กรจะสามารถลดค่าใช้จ่ายใยหารเทรนงานและฝึกอบรมคุณลงได้มาก   ยิ่งถ้าคุณมีทักษะเฉพาะทางจะทำให้คุณโดดเด่นและดูมีภาษีดีกว่ากว่าคนอื่นๆ

2. สื่อสารให้ HR รู้ว่าคุณมีทัศนคติที่ดีกับองค์กรที่มาสมัครงาน

หน้าที่ของ HR คือการทำให้คนมีความรักและผูกพันกังองค์กร คนที่มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ตำแหน่งงาน  เพื่อนร่วมงาน หรือสิ่งรอบๆ ตัว จะช่วยให้การทำงานราบรื่นและออกมาดี  ดังนั้นอย่าลืมที่จะแสดงให้ HR เห็นด้วยว่าคุณมีลักษณะนิสัยที่เหมาะกับองค์กรของเขา เช่น ชื่นชอบในแนวทางการทำงานขององค์กร ศรัทธาความสามารถของผู้บริหาร ใฝ่ฝันที่จะมาทำงานในองค์กรนี้มานานแล้ว

3. เสนอว่าคุณสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับองค์กรได้

ด้วยวิธีต่างๆข้อนี้จะเห็นผลได้ดีในกรณีผู้สมัครงานที่ทำงานมานานและเปลี่ยนองค์กร  คนที่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตได้ การที่ HR สามารถคัดเลือกคนที่สร้างผลตอบแทนให้องคกรได้ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนการทำงานที่ประสบความสำเร็จของฝ่าย HR ด้วย

4. ทำให้ HR เชื่อมั่นว่าคุณมีความสามารถที่จะมาทดแทนทักษะและประสบการณ์ที่ขาดไป

อธิบายสิ่งที่คุณเคยทำ และทักษะที่คุณได้รับมาจากการทำงานที่ผ่านมา หลายองค์กรมีความเร่งรีบในการหาผู้สมัครงานที่ต้องพร้อมต่อการทำงานในทันทีและต้องรีบหาคนใหม่มาแทนคนเก่า การที่คุณแสดงออกว่าพร้อมในการเริ่มงานและจะมาสานงานต่อเนื่องได้จะทำให้คุณเป็นคนที่ถูกเลือกได้ง่ายๆ

5. จงเรียกเงินเดือนที่สมเหตุผล

การพิจารณาเงินเดือนเป็นส่วนสำคัญที่ฝ่าย HR ต้องพิจารณาคุณควรที่จะแสดงให้เห็นว่าเงินเดือนที่คุณเรียกนั้นองค์กรมีความสามารถในการจ่ายและเป็นไปตามอัตราโครงสร้างเงินเดือนของตลาดงาน เพื่อที่ HR จะสามารถนำส่วนนี้ไปเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องอื่นๆได้ อย่างสมเหตุผล หลายคนเรียกเงินเดือนเกินความสามารถแม้คุณมีคุณสมบัติน่าสนใจแต่อาจถูกปฏิเสธโดยที่ยังไม่ได้แสดงออกให้ทราบถึงความสามารถของคุณ ด้วยซ้ำไป

เมื่อถูกสัมภาษณ์งานด้วยคำถาม เงินเดือนที่คาดหวัง ตอบยังไงให้ดูมีชั้นเชิง

การเรียกเงินเดือน ต้องคำนึงถึงหลายส่วนทั้งความสามารถของคุณ และความสามารถในการจ่ายขององค์กร รวมถึงค่าจ้างเงินเดือนที่อิงกับตลาดแรงงาน พบว่าปัญหาของผู้หางานที่สมัครงานแล้วไม่ได้งาน อาจมาจากเงินเดือนที่ระบุในใบสมัครงาน  ที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยในการกำหนดเงินเดือนตามที่กล่าวมาในข้างต้น  และพบว่านักศึกษาจบใหม่ ที่เรียกเงินเดือนสูง ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ หรือแม้แต่คนทำงานมานานที่ไม่รู้ว่าโครงสร้างเงินเดือนควรจะเป็นเป็นเช่นไร แล้วยิ่งเมื่อถูกสัมภาษณ์งานด้วยคำถาม เงินเดือนที่คาดหวัง ตอบยังไงให้ดูมีชั้นเชิง  เรามาดูเทคนิคในการเรียกเงินเดือนกันเถอะ

คุณควรหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนในตำแหน่งงานที่คุณสมัคร เช่น จาก Salary Survey ที่มีหลายองค์กรที่ทำ สามารถนำมาใช้เพื่ออ้างอิงในการเรียกเงินเดือนของคุณโดยในเอกสารนั้นจะบอกอัตราเงินเดือนในแต่ละอุตสาหกรรมและบอกคุณสมบัติของคนทำงานที่สอดคล้องกับอัตราเงินเดือน

บอกกล่าวถึงความสามารถของคุณ  ว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะเรียกเงินเดือนตามที่ต้องการอย่างไร และเงินเดือนที่จ่ายให้คุณ คุณสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้อย่างไร  เน้นย้ำว่าจุดแข็งและความสำเร็จของคุณ จะนำมาใช้ในเกิดประโยชน์แก่บริษัทได้อย่างไร เมื่อนายจ้างเห็นคุณค่าก็ไม่ยากที่องค์กรจะพร้อมจ่ายเงินเดือนให้คุณ

การตอบว่าเงินเดือนที่เรียกไปนั้นสามารถจัดการกกับค่าใช้จ่ายและการวางแผนชีวิตในอนาคตของคุณอาจจะไม่ใช่สิ่งที่องค์กรต้องการรู้  และผู้สมัครงานไม่ควรพูดเรื่องเงินเดือนถ้าผู้สัมภาษณ์ยังไม่ถาม เพราะนายจ้างอาจมองว่า คุณให้ความสำคัญเรื่องเงิน

ในกรณีที่คุณเรียกเงินเดือนสูงกว่าที่คุณเคยได้รับจากที่ทำงานเดิม  ผู้สมัครงานต้องแสดงให้เห็นว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถรวมทั้งหน้าที่รับผิดชอบที่คุณจะทำให้กับองค์กรใหม่นี้คุณสามารถทำอะไรได้มากขึ้นจึงเป็นความสมเหตุสมผลที่คุณจะดีรับเงินเดือนมากขึ้น เช่น ในหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งผู้จัดการแผนกในองค์กรที่มีขนาดใหญ่นี้มีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าองค์กรขนาดกลางที่คุณเคยทำงานมา ต้องใช้ทักษะความสามารถที่มากขึ้นและคุณต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จึงควรได้รับเงินเดือนในอัตราที่เสนอ

จำไว้ว่าอย่าเอาเป็นเอาตายกับการเจรจาต่อรองเงินเดือน คุณอาจตกลงกับนายจ้างว่า คุณยอมรับเงินเดือนตามที่นายจ้างเสนอและหากผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจ คุณขอปรับเงินเดือนในภายหลังได้หรือไม่  การดูเงินเดือนที่เป็นตัวเงินไม่เพียงพอต่อการพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ให้ผู้สมัครงานดูรวมไปถึงค่าตอบแทน สวัสดิการ รวมถึงสิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อมาทำงานในที่ทำงานใหม่ด้วย เช่น สามารถทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื้องานที่คุณชอบ บรรยากาศในการทำงานที่ดีต่อคุณภาพชีวิต มีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ทำให้คุณทำงานอย่างมีความสุข  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของค่าตอบแทนเช่นกัน

โดยสรุปแล้วคุณควรที่จะแสดงข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตอบคำถาม คือ  โครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน  คุณค่าประสบการณ์ ความสามารถ และทักษะในการทำงานที่มี สิ่งที่คุณสามารถทำให้กับองค์กร เพื่อแสดงว่าเงินเดือนที่จ่ายมามีความคุ้มค่าที่นายจ้างจะจ่ายให้คุณ