คุณสมบัติพื้นฐานของสาวที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส

 

เมื่อเราพูดถึงงานบริการลูกค้า หนึ่งในอาชีพที่อยู่ในสายงานนี้ ที่สาวๆหลายคนอยากจะเป็นคือ แอร์โฮสเตส เพราะได้ทั้งความภูมิใจ ด้วยลักษณะการทำงานที่มีภาพลักษณ์ที่สวยงาม อยู่ในองค์ที่ใหญ่โต และเป็นอาชีพที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศและ ยังรายได้ดี

หากเรานึกภาพของสาวๆนางฟ้าบนเครื่องบิน เราก็มักคิดถึง สาวๆที่หน้าตา รูปร่างดี มีบุคลิกดี ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาที่สาม ได้เป็นอย่างดี   ภาพลักษณ์ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพในสายงานบริการในตำแหน่งแอร์โฮสเตส  หากแต่ยังมีทักษะ หรือคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ทางสายการบินต้องการจากผู้สมัครงานในตำแหน่งแอร์โฮสเตส หากคุณคือสาวคนหนึ่งที่อยากติดปีกเป็นแอร์โฮสเตส ก่อนไปสมัครงานคุณควรพิจารณาก่อนว่าคุณมีคุณสมบัติพื้นฐาน เหล่านี้หรือไม่

  1. มีใจรักการบริการ เป็นคุณสมบัติสำคัญ ต้องพร้อมต่อการแก้ปัญหาให้แก่ผู้โดยสาร รวมถึงการทำให้ผู้โดยสารพึงพอใจ มีความสุข ที่ได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากใจ
  2. บุคลิกภาพสง่างาม สะอาด และดูสดใสอยู่เสมอ รวมถึงมีบุคลิกที่แสดงความมั่นใจ ออกมา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องทำจนกลายเป็นพฤติกรรมติดตัว อย่าลืมว่าอีกบทบาทหนึ่งของแอร์โฮสเตสคือการสะท้อนภาพลักษณ์ของสายการบิน
  3. รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี  เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งกับผู้โดยสารและเพื่อนร่วมงาน ต้องมีความเห็นใจ ดูแลผู้อื่น ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเต็มใจ โดยทางผู้สัมภาษณ์งานจะสังเกตพฤติกรรมของผู้สมัครงานจากการสัมภาษณ์งานแบบกลุ่ม เราควรแสดงความเป็นมิตร ยิ้ม พูด หรือช่วยเหลือคนอื่น ๆ
  4. ต้องสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ในชีวิตการทำงานจริงสิ่งที่ลูกเรือมักต้องพบเจอ คือ อาจต้องทำหน้าที่อย่างกะทันหันแม้เป็นช่วงเวลาพัก การถูกเรียกแทนปฏิบัติงานแทน ก็เกิดขึ้นได้เสมอ
  5. สามารถทำงานเป็นทีม เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สายการบินต้องการในตัวผู้สมัครงานในตำแหน่งงานนี้ เพราะการเป็นลูกเรือนั้นต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม พร้อมรับคำสั่งและการตัดสินใจของกัปตันและหัวหน้างาน และในบางสถานการณ์ต้องสามารถนำทีมด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้าของตนเองได้
  6. ปรับตัวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้ ยิ่งถ้าเป็นสายการบินนานาชาติ อย่างสายการบินแถบตะวันออกกลาง ลูกเรือมาจากหลายเชื้อชาติ เราจึงต้องตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศึกษาความต่างนั้น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ และราบรื่น
  7. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากงานบริการให้ความสะดวกสบายกับผู้โดยสารแล้ว อาชีพนี้ยังมีส่วนในการรักษาความปลอดภัยให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง คุณต้องเป็นคนช่างสังเกตและมีสติรอบครอบเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะทำการบิน และตลอดการเดินทางของผู้โดยสาร

หากมีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาแล้ว การก้าวเข้าสู่สายงานบริการลูกค้า อย่างการเป็นแอร์โฮสเตส ก็มีแนวโน้มว่าจะสดใสไม่ใช่น้อย และหากต้องการให้ความฝันเป็นจริงการเตรียมตัวที่ดี และ การพัฒนาตนเองเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณคือคนที่เหมาะสมกับการเป็นแอร์โฮสเตสจึงสำคัญมาก สู้ๆนะสาวๆทุกคนที่อยากติดปีก

 

Please follow and like us:

S-M-I-L-E เข้าไว้ถ้าคุณรักงานบริการลูกค้า

 

ยิ้ม  คือ  เครื่องสำอาง ที่ดีที่สุดเมื่อยิ้มนั้นมาจากความจริงใจ คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะการยิ้มออกไปนั้นสร้างไมตรี และ สร้างความรู้สึกเป็นมิตรได้ การยิ้มยังเป็นภาษากายที่เป็นสากล การยิ้มให้กันเป็นจุกเริ่มต้นของมิตรภาพ ดังนั้นในงานบริการการยิ้มให้กับลูกค้า เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ผู้ทำงานบริการลูกค้า ควรส่งไปให้ลูกค้าสัมผัสได้

นอกจากการยิ้มที่มุมปาก แล้ว หลักการสำคัญอย่างของงานบิการก็ยังรวมเอาไว้ในคำว่า S-M-I-L-E ที่แปลว่ายิ้มอีกด้วย เรามาดูกันว่าหลักการที่ว่ามีอะไรบ้าง

S = Stress Tolerance   ความอดทน อดกลั้นเมื่อเผชิญกับสภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นไม่ว่า ไม่ควรระบายอารมณ์กับลูกค้าเมื่อมีลูกค้ามาสอบถามรายละเอียดบางอย่างจาก คุณ แต่คุณควรแสดงสีหน้า กิริยาท่าทางที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอเมื่อพบลูกค้า

M = Motivation  การมีแรงจูงใจที่จะบริการ มีความพร้อมเสมอที่จะให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมอาสาช่วยเหลือลูกค้าในสถานการณ์ต่าง ๆ  โดยไม่ทำเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่เท่านั้น แต่คุณต้องมีใจอยากทำเพราะอยากให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีเยี่ยม

I = Integrity  ความซื่อสัตย์อาชีพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าอาชีพใดก็ควรต้องมี สำหรับสายงานบริการลูกค้านั้น คุณแสดงความซื้อสัตย์ได้ด้วยการให้ข้อมูลทั้งด้านบวกของสินค้าหรือบริการ  ในขณะเดียวกันก็ต้องแจ้งข้อจำกัดของสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าทราบ การให้ข้อมูลทั้งสองแง่มุมนี้จะให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล แต่การหมกเม็ดไม่บอกรายละเอียดอาจทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกเมื่อทราบช้อมูลภายหลัง

L = Listening  การเป็นผู้รับฟังที่ดี เกี่ยวกับปัญหาหรือข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากลูกค้า  รวมไปถึงการระงับการแสดงสีหน้าและกิริยาท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อลูกค้า ในการรับฟังต้อง พร้อมที่จะให้ข้อมูลหรือเหตุผล กรณีที่ลูกค้าไม่พอใจในสินค้าหรือบริการต่าง ๆ รวมทั้งนำสิ่งที่รับรู้ไปแสวงหาทางออกให้ลูกค้า

E = Energetic   มีความกระตือรือร้น พร้อมแสวงหาวิธีการหรือเทคนิคในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการที่ดีที่สุด รวมไปถึงขวนขวายที่จะเรียนรู้ระบบงานหรือขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อว่าคุณจะได้มีข้อมูลที่พร้อมและถูกต้องเมื่อลูกค้ามาสอบถามราย ละเอียดต่าง ๆ จากคุณ

หากคุณต้องการเข้าสู่สายงานบริการลูกค้า การมียิ้มสวยๆจริงใจเป็นสิ่งสำคัญ และก็อย่าลืมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามหลัก S-M-I-L-E   เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และสำหรับคนที่มีความใฝ่ฝันที่จะเข้ามาทำงานบริการลูกค้า ก่อนสมัครงาน คุณควรที่จะตรวจสอบตัวเองสักนิดว่าพื้นฐานของคุณนั้นเป็นคนที่มีนิสัยตรงตามหลัก S-M-I-L-E   มากน้อยเพียงใด ถ้าตรงกับนิสัยคุณเข้าอย่างจัง กรอกใบสมัครงานแล้วเข้ามาโลกแล่นในสายอาชีพนี้กันเถอะ

 

 

Please follow and like us:

เทคนิคการสื่อสารเพื่อชนะใจลูกค้า สิ่งที่สายงานบริการลูกค้า ต้องรู้

 

สายงานบริการลูกค้า หรือ Customer Service คือฝ่ายงานที่สัมผัสกับลูกค้ามากที่สุด ไม่ว่าสินค้าหรือบริการจะเป็นอะไรก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น บริการเครือข่ายโทรศัพท์และอินเตอร์เนต หรือ ผู้ให้บริการทางการเงิน   เมื่อเกิดปัญหา ก่อนที่ฝ่ายเทคนิคจะเข้ามาแก้ไข ผู้ที่ได้รับรู้ปัญหาจากลูกค้าเป็นหน่วยงานแรก ก็คือ Call Center ซึ่งเป็นหนึ่งตำแหน่งงานในสายงานบริการลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมื่อได้รับการติดต่อก็มักมาพร้อมกับปัญหาที่ลูกค้าต้องการให้แก้ไข  ในด่านแรกนี้หาก ผู้ทำหน้าที่ในสายงานบริการลูกค้า  สามารถทำให้ความไม่พอใจของลูกค้าสงบลงหรือลดความไม่พอใจลงได้ในเบื้องต้นจะดีมาก ดังนั้นการมีทักษะและเทคนิคด้านการสื่อสารจึงถือว่าสำคัญมากสำหรับผู้ทำหน้าที่ในสายงานบริการลูกค้า

วิธีสื่อสารเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด ให้กับลูกค้า นั้นสามารถเรียนรู้ได้ หากใครอยู่ในสายงานนี้จงฝึกฝน และ หากใครที่ต้องการสมัครงานเข้าสู่สายงานนี้ก็ควรที่จะฝึกทักษะเหล่านี้ไว้

เริ่มที่ ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี  เมื่อลูกค้าต้องการแสดงความคิดเห็น ต้องรับฟังด้วยความสงบ แม้ว่าลูกค้าจะมีอารมณ์ไม่ดี มีการโวยวายจำไว้ให้ดีอย่าพูดสอดแทรกกลางคัน การพูดสอดแทรกบ่อย ๆ จะทำให้ลูกค้าไม่สบายใจ และสร้างความไม่พึงพอใจแก่ลูกค้า  และการพูดขัดลูกค้าโดยใช้อารมณ์ย่อมทำให้การสนทนาเป็นไปในทิศทางที่ไม่ดี

เทคนิค ต่อมา คือ หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง ควรให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นก่อน แล้วเราค่อยตอบหรือแสดงความคิดเห็น หากลูกค้ามีความเข้าใจผิดให้ใช้วิธีการอธิบายด้วยความสุภาพ บอกหลักเหตุผล และข้อเท็จจริง เวลาอธิบาย ต้องพยายามอย่าออกนอกประเด็น

เทคนิคที่สาม คือ สื่อสารเพื่อให้เข้าใจเป้าหมายและสภาพของลูกค้า จากนั้นทบทวนความต้องการของลูกค้าให้ลูกค้าฟังอีกรอบ อีกรอบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณมีความตั้งใจฟัง และ พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ลูกค้าสนใจฟังมากขึ้น

เทคนิคที่สี่ คือ  เน้นย้ำแนวทางแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกค้าโดยยึดตามกฎระเบียบ และ แนวทางปฏิบัติ ไม่รับปากหรือเสนอวิธีแก้ปัญหาที่เกินกว่าอำนาจการตัดสินใจของคุณ หากไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ ให้นำปัญหานั้นไปปรึกษาผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพราะการที่พยายามสื่อสารว่าจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าย่อมมีความคาดหวัง หากทำไม่ได้ขึ้นมาย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ

เทคนิคที่ ห้า กล่าวคำขอโทษ และ ขอบคุณอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไปคำเหล่านี้ย่อมต้องมีในบทสนทนา แต่ต้องไม่ลืมว่าคำเหล่านี้หากพูดตามแบบแผนหรือมารยาทขาดความจริงใจก็ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่ากำลังไม่ได้รับความจริงใจและใส่ใจได้เช่นกัน

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังหางาน  และมีทักษะการสื่อสาร ที่ทำให้สามารถโน้มน้าวใจคนได้ สามารถทำให้คนฟังเกิดความสบายใจได้ สายงานนี้กำลังอ่าแขนรับคุณอยู่อย่ารอช้าสมัครงานเข้ามาหาประสบการณ์กันเถอะ

 

Please follow and like us:

งานบริการลูกค้า ส่วนงานสำคัญที่เป็นหัวใจของธุรกิจ

 

งานบริการลูกค้า หรือที่เรียกกันในยุคนี้ว่า Customer Service เป็นงานดี ที่มีคุณค่าในยุคที่ถึงแม้เราจะมองว่าลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า  ที่ต้องยอมให้ทุกอย่าง  แต่การบริการคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ  ไม่เพียงเป็นการสร้างความแตกต่าง และทางเลือกให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการค้าอีกด้วย เพราะการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า จะทำให้ลูกค้า กลับมาใช้สินค้าและบริการซ้ำ รวมถึงไม่เลือกใช้สินค้าของคู่แข่ง  ในทางตรงกันข้ามแม้มีสินค้าที่ดี ราคาถูกแต่การบริการไม่ดี ลูกค้าอาจไม่เลือกใช้สินค้านั้นๆก็เป็นได้  ดังนั้น งานบริการลูกค้า จึงควรที่จะมีตั้งแต่การบริการระหว่างขาย และหลังการขาย

ผู้ที่จะมารับหน้าที่ เกี่ยวกับงานบริการลูกค้าจึงเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการสร้า’ความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างสินค้ากับลูกค้า  สำหรับสายงานบริการลูกค้า ค่อนข้างเปิดกว้างไม่ได้จำกัดว่าต้องเรียนจบอะไรมา  แต่สาขาที่ค่อนข้างมีเนื้อหาการเรียนการสอนที่ตรงกับสายงาน ก็คือ สาขานิเทศศาสตร์ (วิชาเอกลูกค้าสัมพันธ์) นอกจากนี้  คนหางาน อย่างนักศึกษาจบใหม่ ก็มีโอกาสที่จะสมัครงาน เพื่อเข้ามาสัมผัสกับงานบริการลูกค้าได้เพราะอาศัยการเรียนรู้งานได้หากมีใจรักที่จะทำงานด้านนี้

ส่วนใครที่กำลังสงสัยว่างาน Customer Service มีขอบข่ายความรับผิดชอบยังไงนั้น ก็มาดูกันได้เลย เริ่มต้นที่หน้าที่ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า ว่าวิธีการใดที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจ และ ในทางตรงกันข้ามลูกค้าไม่พอใจอะไร เพื่อหาทางแก้ไขเพื่อให้ลูกค้าได้รับความพอใจ  อีกทั้งมีหน้าที่สร้างช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นในว่าสามารถใช้บริการของเราได้ในยามที่มีความต้องการ

มากไปกว่านั้น ผู้ทำงานบริการลูกค้า ต้องทำหน้าที่วิเคราะห์ลูกค้า จากการวิพากษ์วิจารณ์ของลูกค้า เพื่อให้รู้ว่า ลูกค้าประเภทใด เหมาะกับวิธีการให้บริการแบบใด  จากนั้นนำมาสร้างทิศทางในการบริการที่ชัดเจน

สำหรับใครที่สนใจ สายงานนี้  ผู้ที่จะสมัครงาน Customer Service ควรเป็นคนที่  รักงานด้านบริการ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษย์สัมพันธ์ดี  เข้าใจหลักการของงานบริการซึ่งธุรกิจแต่ละประเภทมีหลักการเฉพาะที่แตกต่างกัน บางธุรกิจให้ความสำคัญกับงานบริการเป็นอย่างมาก เช่นตลาดระดับบน หรือตลาดไฮเอนด์ (High-end market)  ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญมาก คือ มีความอดทน และควบคุมอารมณ์ได้ดี ใจเย็น และรู้จักกาลเทศะ  มีปฏิภาณไหวพริบ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และรับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม     และควรมีทักษะเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถช่วยให้งานบริการลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมต่าง ๆ ได้การใช้สมาร์ทโฟน การใช้ Social Media เป็นต้น

 

 

Please follow and like us:

เด็กฝึกงาน อย่าพลาดคว้าโอกาสได้งาน จากสถานที่ฝึกประสบการณ์

นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาต้องผ่านการฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการณ์ก่อนสำเร็จการศึกษา นักศึกษาบางคนไม่เห็นความสำคัญในส่วนนี้คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาก็ปฏิบัติไปโดยไม่คิดที่จะเลือกสถานที่ฝึกงานที่น่าสนใจ  บางคนเลือกเพราะใกล้บ้าน บางคนเลือกตามเพื่อน

รู้ไหมว่าการเลือกที่ฝึกงานอย่างไม่รอบครอบทำให้เสียโอกาสบางอย่างไป  เพราะการฝึกงานเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานในองค์กร จากคนทำงานมืออาชีพ และมากกว่านั้นการฝึกงานยังจะเป็นใบเบิกทางให้คุณสมัครงาน เด็กฝึกงานได้ง่ายขึ้น

ถ้าคุณคือนักศึกษาปีสุดท้ายที่กำลังจะออกฝึกงาน จงนำแนวทางปฏิบัติติ่ไปในไปใช้เมื่อต้อออกฝึกประสบการณ์

  1. ก่อนจะเริ่มฝึกงาน ควรหาข้อมูลสถานที่ฝึกงานมานำเสนอต่ออาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกงาน หากคุณสามารถที่จะเข้าไปฝึกงานในองค์กรที่คุณตั้งเป้าหมายว่าเมื่อจบแล้วคุณจะไปสมัครงานจะดีมาก
  2. เมื่อเข้าไปฝึกงานแล้ว อย่ารีรอที่จะขอคำแนะนำจากมืออาชีพ ทั้งการเข้าพบหัวหน้างานเป็นประจำเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รายงานความคืบหน้าของคุณให้หัวหน้างานทราบ และเรียนรู้การทำงานจากมืออาชีพทุกคนในองค์กรที่มีโอกาสสอนงานคุณ
  3. มีทัศนคติเชิงบวกต่อการฝึกประสบการณ์  แม้จะได้รับมอบหมายให้ชงกาแฟ หรือถ่ายเอกสาร ในตอนต้น แต่คุณจงทำให้ดีเพราะแน่นอนว่างานแรกๆที่ได้รับมอบหมายอาจไม่เกี่ยวกับงานหลักขององค์กรแต่ถ้าคุณแสดงให้เห็นว่าคุณรับผิดชอบงานเล็กๆได้และอาสาช่วยงานอื่นๆอยู่เสมอโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจย่อมสูงขึ้นแน่นอน
  4. ปฏิบัติตามกฎและมีวินัยอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะมีคำว่านักศึกษาฝึกงานติดมากับตัวคุณแต่จงรักษากกระเบียบขององค์กรเช่นเดียวกับพนักงาน เช่น ตรงเวลา ขาดลามาสายต้องทำตามระเบียบ รอบครอบต่อการทำงานเพราะความผิดพลาดของคุณเท่ากับทำให้องค์การสูญเสียทรัพยากร ไม่ควรกระทำเด็ดขาด
  5. ใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาความรู้ที่ตำราไม่ได้สอน การทำงานในองค์กรคุณจะเห็นการทำงานที่อาจไม่เป็นไปตามทฤษฎีและมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์และสถานการณ์นี่คือหน้างานจริงที่ในตำราไม่มีสอนเรียนรู้ให้มากเพื่อเก็บเป็นประสบการณ์ที่ดีมันจะมีประโยชน์ต่อการสมัครงานและการทำงานในอนาคตของคุณมากทีเดียว
  6. อย่ากลัวที่จะถามและแสดงความคิดเห็น อย่ากลัวที่จะถามคำถามเมื่อคุณต้องพบกับงานที่ไม่คุ้นเคยสอบถามสิ่งที่ไม่รู้จากผู้สอนงานของคุณแต่ก็ต้องหลังจากที่ได้พยายามหาแนวทางของคุณแล้ว และหากมีความคิดเห็นอะไรที่อยากเสนอไปดูกาลเทศะให้ดี แล้วจงแสดงความคิดเห็นออกไปอย่างสุภาพ

7. ผูกมิตร และสร้างความสนิทสนมกับคนในองค์กร มันจะเป็นใช้ประโยชน์ในการหางานเมื่อเรียนจบ ทั้งจากการมาสมัครงานในองค์กรนี้ และการได้รับคำแนะนำงานจากคนในแวดวง ทั้งนี้การผูกมิตรต้องมีขอบเขตที่พอเหมาะอย่าไปแสดงท่าทีมนการประจบและวางตัวสนิทสนมจนเกินพอดี

Please follow and like us:

ตามมาส่อง Application หางาน ที่โดนใจคนยุคดิจิทัล

อีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการหางานของคนยุคดิจิทัลทำได้โดยผ่านสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่าสะดวกสบายไม่ต้องออกไปเดินหางานให้เหงื่อตกและยังช่วยให้สามารถคัดกรององค์กรที่ต้องกับความต้องการของผู้สมัครงานได้อีกด้วย มาดูกันสอว่าตอนนี้มี Application หางาน อะไรบ้างที่น่าสนใจ

เริ่มกันที่ Helpster  แพล็ตฟอร์มที่จับคู่พนักงานระดับปฎิบัติการกับธุรกิจแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเด่นของ Helpster คือ  ความรวดเร็ว   คุณภาพพนักงาน และออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและค้นหาทั้งพนักงาน ทั้งงานประจำ และงานพาร์ทไทม์ได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว ในทุกที่ทุกเวลา ช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลามากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะตอบโจทย์และช่วยจับคู่คนกับงานที่เหมาะสมให้กับทั้งสองฝ่าย และเชื่อมต่อพนักงานกับที่ทำงานที่ดีที่สุดใกล้ที่อยู่ได้ทันที อีกทั้งระบบจะส่งงานล่าสุดเข้ามือถือ ทำให้พนักงานสามารถกดรับงานที่อยากทำได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับผู้ประกอบ ก็สามารถเข้าถึงพนักงานจำนวนมากในหลากหลายตำแหน่งที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ให้การหาคนทำงานคุณภาพเป็นไปได้ในทุกเวลาที่ต้องการ

ต่อมาคือ  Kolla  กับสโลแกน  “หาคนทำงานทั่วไทย หางานที่ใช่ ใกล้บ้าน”  และคำเชิญชวนที่ว่า “เชื่อไหมว่า SME ก็สามารถหาพนักงานได้ภายใน 1 นาที ด้วยแอพพลิเคชั่น Kolla”  Kolla   คือ ตลาดงานบนมือถือ ประกาศงานและหาคนทำงานใกล้ๆ ได้ในที่เดียว   จุดเด่นของคอลล่า คือ   หาคนทำงานบนแผนที่ ทำให้รู้ว่าคนหางานที่สะดวกมาทำงานอยู่ใกล้ก็มีและหาไม่ยาก  จะเลือกโทรหาหรือจะส่งข้อความโดยตรง หรือแค่บันทึกคนที่น่าสนใจไว้ตัดสินใจทีหลังก็ย่อมได้  มีคนหางานให้เลือกหลากหลายแบบทั้งงานพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ หรือรับงานเป็นจ๊อป ๆ เช่น  พนักงานขายหน้าร้าน ผู้ช่วยประจำสาขา ทำงานพิเศษนอกเวลาปกติ  ผู้ช่วยงานการตลาดดิจิตัล ผู้ช่วยทำงานบนแพลทฟอร์มโซเชียล พนักงานในร้านอาหาร ร้านค้า โรงพยาบาล คนโรงแรม สถานเสริมความงาม

อีก Application หางาน ที่น่าสนใจคือ Adecco Thailand Jobs & Knowledge Center เป็น Applicationของ กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร Adecco  มุ่งทำ Applicationสำหรับคนทำงาน หรือ ผู้ที่กำลังมองหางาน เพื่อช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนทำงานรุ่นใหม่ ให้ update ตำแหน่งงานว่าง พร้อมสมัครงานได้อย่างง่ายดาย แถมยังรวมข่าวสาร และความรู้สำหรับคนทำงานมาให้อ่านกันได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส  แอพพลิเคชั่นนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มองหางานในประเทศไทยเท่านั้น ครอบคลุมการหาประจำและงานชั่วคราว รวมถึงการฝึกอบรม การพัฒนาบุคคลากร และยังเป็นสื่อกลางระหว่างบริษัทต่าง ๆ กับผู้สมัครงาน อีกด้วย

Please follow and like us:

บริษัทจัดหางานแบบไหน ที่คุณควรฝากความหวัง

บริษัทจัดหางานเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของคนหางานในยุคนี้ ปัจจุบันมีบริษัทจัดหางานให้บริการเป็นจำนวนมากแต่ผู้สมัครงานก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าผู้ให้บริการรายใดที่คุณควรจะฝากความหวังในการหางานไว้ ลองมาพิจารณาดูสิว่าคุณสมบัติอะไรที่คนหางานควรมองหาจากบริษัทจัดหางาน

เริ่มที่ชื่อเสียง และเสียงลือเสียงเล่าอ้าง บริษัทจัดหางานมีหน้าที่ในการนำคนหางานมาเจอกับนายจ้างผู้ต้องการคนทำงาน หากมีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทจัดหางานสามารถทำหน้าที่พ่อสื่อหาคู่ที่เหมาะสมมาเจอกันได้ก็น่าจะช่วยคุณได้ ดูได้จากอะไรบ้าง ดูได้จากการใช้บริการจากองค์กรชั้นนำของประเทศหากบริษัทจัดหางานมีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำของประเทศนั่นย่อมการันตีชื่อเสียงได้ระดับหนึ่ง และดูได้จากการเขียนถึงบริษัทจัดหางานจากผู้หางานที่เคยใช้บริการ

ต่อมาต้องดูว่าบริษัทจัดหางาน มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสที่จะหางาน ให้คุณหรือไม่  เช่น มีระบบให้บริการการทำเรซูเม่ที่มีความแตกต่างกันหลายแบบ เพื่อมุ่งสู่การสมัครงานในสาขาต่างๆโดยเฉพาะ มีระบบที่จะทำให้ใบสมัครของคุณไปสู่สายตาของ HR หลากหลายแห่ง มีระบบส่งอีเมล์เพื่อนัดสัมภาษณ์งานออนไลน์ ช่วยให้ผู้สมัครงานและองค์กรนายจ้างสามารถติดต่อกันได้ เช่น การนัดหมายก่อนการสัมภาษณ์งาน

มีระบบแนะนำงานที่น่าสนใจ โดยสามารถส่งประกาศรับสมัครงานที่ตรงกับความต้องการของผู้สมัครงานไปยังผู้สมัครงานได้   มีระบบที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้หางานในการเข้าสัมภาษณ์งานและได้รับการว่าจ้างทำงานได้เร็วและสะดวก

บริษัทหางานต้องมีการอัพเดทตำแหน่งงานอย่างเป็นปัจจุบัน มีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เช่น มีการ แชร์งานที่น่าสนใจ งานใหม่ไปยังหน้า Facebook เพื่อให้ผู้หางานสามารถติดตามงานใหม่ๆที่น่าสนใจพร้อมกับสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของงาน และสามารถสมัครงานได้จากลิ้งที่หน้า Facebook หรือมี Application  ที่สามรถใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้

มีการให้คำแนะนำดีๆ ทั้งสำหรับผู้หางานและผู้ที่เป็นพนักงานอยู่แล้ว เช่น คำแนะนำในการเตรียมตัวสมัครงาน การเตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งาน  และ การให้เทคนิคดีๆสำหรับคนทำงาน

มีทีม Head Hunter และ Recruiter สำหรับผู้หางานที่สนใจเพื่อทำการติดต่อเข้าทำงานหรือสมัครงานโดยตรงในบริษัทชั้นนำแยกจากระบบการหางานทั่วไป เพื่อที่จัดหางานให้กับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะเช่น ตำแหน่งระดับสูง อย่าง ผู้บริหาร หรือ ผู้จัดการ

ที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายต้องเป็นไปอย่างสมเหตุผล โดยไม่เก็บค่าบริการแพงเกินไป และมีการจัดเก็บข้อมูลของผู้สมัครงานไว้เป็นความลับไม่มีการนำข้อมูลไปขายให้กับผู้อื่น เช่น ประกันชีวิต หรือ บัตรเครดิต

Please follow and like us:

จบรัฐศาสตร์ ไม่เป็นปลัดอำเภอก็ได้นะ

คณะรัฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 สาขาหลัก ๆ คือ สาขาการเมืองการปกครอง สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขารัฐประศาสนศาสตร์  จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในสาขานี้มีมากถึงหลักหมื่นในแต่ละปี แม้ว่าหลายคนเมื่อเลือกเข้าศึกษาในสาขานี้จะมุ่งหวังทำงานราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอแต่ก้อย่างที่รู้กันว่าการเปิดสอบนั้นไม่ได้มีทุกปีและมีอัตราการรับเข้าทำงานที่ต่ำมาก คำถามต่อมาคือไม่เป็นปลัดแล้วเด็กรัฐศาสตร์จะสมัครงานอะไรดี  บอกก่อนเลยว่าสามารถหางานทั้งที่ตรงสาย และไม่ตรงสายที่เรียนมา

ต้องขอแสดงความยินดีก่อนเพราะมีหลายอาชีพและสายงานทีเดียวที่ต้อนรับเด็กรัฐศาสตร์เข้ามาทำงาน โอกาสการได้งานอาจจะแตกต่างกันแล้วแต่สาขาวิชาที่เลือกเรียนมา และยังมีตำแหน่งงานที่ไม่ระบุว่าต้องจบสาขาอะไรมาอีกด้วย เพื่อให้เด็กรัฐศาสตร์ที่ไม่คิดจะมุ่งสู่เส้นทางสายนักปกครองสามารถเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้ เราขอแนะนำ 3 สายงานยอดฮิตที่เปิดรับเด็กรัฐศาสตร์

  1. งานราชการ

นอกเหนือจากการสอบปลัด ยังมีตำแหน่งงานราชการและรัฐวิสาหกิจรวมถึงงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เปิดรับให้เด็กรัฐศาสตร์มาสมัครงาน อาทิ ตำแหน่ง  เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน เจ้าหน้าที่ประสานงาน เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เลขานุการบริหาร นักวิชาการศึกษา นักการทูต

  1. งานบริษัทเอกชน

สำหรับคนที่ต้องการ และกำลังมองหาตำแหน่งงานในบริษัทเอกชน สามารถสมัครได้ในหลากหลายตำแหน่งอะไร เช่น เจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล (HR)  นักวิเคราะห์กลยุทธ์ นักวิเคราะห์โครงการ นักวิเคราะห์การลงทุน นักวิเคราะห์ระบบงาน  งานการตลาด งานขาย งานด้านการประชาสัมพันธ์ งานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานด้านการเงินการธนาคาร นักข่าวสายการเมือง นักข่าวสายข่าวต่างประเทศ นักข่าวสายเศรษฐกิจ

  1. งานในองค์กรไม่แสวงกำไร

ผู้ที่เรียนรัฐศาสตร์ถูกปลูกฝังให้มีอุดมการณ์ทำเพื่อสังคม มีจิตาสาที่จะช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสการเข้าทำงานในองค์กรไม่แสวงกำไร เช่น มูลนิธิ องค์กรการกุศลที่มีภารกิจเฉพาะด้าน เช่น สิทธิมนุษยชน วิทธิสตรี คุ้มครองเด็ก ช่วยเหลือด้านแรงงาน ช่วยเหลือผู้ผลัดถิ่น เป็นการได้ใช้ความรู้ความสามารถและรักษาอุดมการณ์อีกด้วยงานประเภทนี้มีทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนทำงานต่างชาติต่างภาษา

 

  1. งานอิสระ

คนที่เรียนรัฐศาสตร์โดยพื้นฐานถูกสอนให้เป็นนักคิดและนักวางแผน มีความรู้ที่หลากหลายทั้งการจัดการ จิตวิทยา  ความสามารถในการวิเคราะห์ การประนีประนอม ความรู้เหบ่านี้นำมาสู่การโอกาสในการทำงานอิสระได้มาก ไม่ว่าจะเป็น การขายประกัน การเป็นนักเขียน การทำงานวิจัย

เห็นได้ว่าการสมัครงานไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะสายงานที่ตรงกับที่เรียนมา ในโลกยุคนี้มีงานมากมายที่รองรับคนจบใหม่ ขอแค่มีความมั่นใจมีการเตรียมตัวที่ดี มีทักษะที่พร้อมต่อการทำงานโอกาสได้งานก็มีมากเช่นกัน

Please follow and like us:

รวมประโยชน์ดีๆของการทำงาน Part Time

การหางานประจำรายได้ดีและมั่นคงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหลายๆคน แต่ยังมีการจ้างงานในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือ งานพาร์ทไทม์(Part time) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับนักศึกษา  ผู้ที่เกษียณอายุแล้ว  หรือคนหางานทั่วไป  การทำงาน Part Time  นอกจากจะให้รายได้กับผู้ทำงานแล้ว ยังทำให้สามารถสะสมความรู้ความสามารถและประสบการณ์  อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถทำงานได้หลายที่ สามารถแบ่งเวลาให้กับครอบครัว และยังมีข้อดีอีกมากมาย ลองมาดูกัน ในระหว่างหางานประจำคุณอาจได้ทำงาน Part time รอไปก่อน

เรามาดูกันว่างาน Part time จะให้อะไรกับคุณบ้าง

  1. ทำให้คุณได้ฝึกทักษะและประสบการณ์ในการทำงานกับคนที่หลากหลาย เพราะงาน Part Time นั้นจะมีผู้หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาทำอยู่สมอคุณจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของผู้คน ได้เห็นการทำงานที่ดี และการทำงานที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
  2. งานพาร์ทไทม์ ให้วันหยุดที่มากกว่า และงาน Part time บางประเภท ยังมีสวัสดิการที่พึงได้ เช่น มีค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิต และมีโครงการช่วยเหลือพนักงาน โดยทั่วไปการทำงาน Part Time)จะมีชั่วโมงการทำงานประมาณ 34 ชม./สัปดาห์  มีวันหยุด 1-3 วันต่อสัปดาห์  ในขณะที่คนทำงานประจำทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง  และคนทำงาน Part time ใน 1 วันสามารถทำงานได้ 1-3 ที่แล้วแต่เวลาและสุขภาพจะเอื้ออำนวย
  3. บางครั้งสามารถที่จะทำงานที่บ้านได้ สามารถเลือกเวลาทำงานได้เอง ไม่ต้องเดินทางไปทำงานในออฟฟิต ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายเรื่องชุดทำงาน และค่าภาษีสังคมต่างๆ
  4. การทำงาน Part Time ก็ทำให้คุณสามารถที่จะก้าวหน้าและมีรายได้ที่มั่นคง สามารถให้ค่าตอบแทนได้ใกล้เคียงกับงานประจำ ได้ด้วย เช่น คนที่ทำงานเป็นโปรเจค สามารถทำงานโยไม่ต้องเข้างานทุกวันแต่ได้ค่าตอบแทนเท่ากับเงินเดือนพนักงานประจำ
  5. ฝึกการบริหารตนเองและบริหารเวลา ในกรรีที่คุณเป็นฟรีแลนซ์รับงานมานั้นจะมีการกำหนดเวลาในการส่งงานคุณจะจัดการกับงานอย่างไรก็ได้แต่ต้องส่งงานตรงเวลา ผิดกับคนที่ทำงานประจำที่ต้องเข้างานทุกวันจัดการกับงานชิ้นนั้นทุกวัน แต่ฟรีแลนซ์อาจไปเที่ยว ปีนเขาถ่ายรูป ทำงานอื่นก่อนจะมาจับงานนี้ก็แล้วแต่จะบริหารเวลา
  6. ทำให้คุณมีทักษะที่หลากหลายได้ทำงานที่หลากหลาย คนที่ทำงานในองค์กรเดียวก็จะมีทักษะเดิมซ้ำๆแต่คนทำงาน Part Time ในหลายองค์กรได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลาได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นรายกรณีไป
  7. งาน Part Time ช่วยให้คุณมีทักษะและประสบการณ์สำหรับการทำงานในองค์กรในอนาคต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณต้องการเข้าสู่องค์กรใหญ่ทำงานประจำประสบการณ์จากการทำงาน Part Time จะทำให้นายจ้างพิจารณาจ้างงานคุณได้ง่ายขึ้นเพราะคุณมีทักษะในการทำงานมาแล้ว
Please follow and like us:

สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายว่าคุณควร เปลี่ยนงาน เพื่อเปลี่ยนชีวิต

คนทำงานหลายคนนั้นเบื่องาน อยากเปลี่ยนงาน แต่บางครั้งบางทีก็เหมือนเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเกิดขึ้นไม่นานก็หายไป ได้พักผ่อนห่างจากงาน ชาร์ตไฟให้ตัวเองสักพักก็สามารถกลับมาทำงานต่อได้ดี นั่นเพราะยังไม่ถึงจุดที่สุดที่คุณต้องเปลี่ยนงาน

มันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้ากับงาน หรือ เหนื่อยหน่ายกับผู้ร่วมงาน แต่ยังไม่ถึงจุดแตกหัก แต่ก็มีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานวนไปมาแต่สุดท้ายก็ดึงตัวเองกลับมาสู่การทำงานเดิมและก็เริ่มอยาก เปลี่ยนงาน อีก ทั้งหมดนี้คือวงจรที่คนทำงานหลายๆคนกำลังเผชิญหน้า แต่แน่นอนว่ามันต้องมีจุดที่คุณตัดสินใจว่าต้องหางานใหม่แล้วจริงๆ

แล้วอะไรคือ สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายว่าคุณควร เปลี่ยนงาน  เพื่อเปลี่ยนชีวิต  สัญญาณเตือนเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากภายในใจของคนทำงานเอง เป็นการคิดว่าหากเปลี่ยนงานแล้ชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร หากคุณมีความคิดในใจเกิน 3 ข้อต่อไปนี่ เราแนะนำว่าควรหางานใหม่

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานแล้วจะเครียดน้อยลง

ความเครียดที่เกิดจากงานโดยตรง เช่น งานที่ต้องมุ่งทำยอดขาย งานที่ต้องงานที่ต้องเร่งทำให้ทันเวลา งานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต รวมทั้งความเครียดที่ไม่ได้เกิดจากงานแต่เกิดจากเพื่อร่วมงาน ก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนอยากเปลี่ยนงานถ้าคุณมีความเครียดชนิดที่ทนไม่ได้และเกิดขึ้นซ้ำๆการเปลี่ยนงานอาจเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า

การติดอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานานๆไม่ได้รับการเลื่อนขั้นสักทีทั้งที่มีผลงานโดเด่นอาจเพราะโครงสร้างองค์กรไม่เอื้ออำนวย หรือ คนอื่นที่ทำงานไม่ดีแต่เข้าตาเจ้านายมากกว่าเป็นสาเหตุให้หลายคนมุ่งหางานใหม่ โดยสมัครงานกับองค์กรใหม่ดีกว่าที่จะมาอยู่ในจุดเดิมๆที่ไม่มีความก้าวหน้า

  1. คิดเปลี่ยนงานแล้วจะได้ค่าตอบแทนเพิ่ม

ปัจจัยอันดับต้นๆที่ทำให้คนเปลี่ยนงานเมื่อโครงสร้างเงินเดือนไม่ตอบสนองความต้องการและมีที่ใหม่ให้เงินมากกว่าการบอกลาที่เก่าไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งถ้ามองดูแล้วที่ใหม่ให้เงินดีและมีสภาพแวดล้อมโดยรวมดีกว่าบอกลากับที่เก่าด้วยดีแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่กันเถอะ

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานแล้วจะได้ผลประโยชน์โดยรวมที่ดีขึ้น

ผลประโยชน์ที่นอกเหนือจากเงินเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการทั้งรูปของเงินและไม่ใช่เงิน เช่น สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน การให้การส่งเสริมโดยการส่งไปฝึกอบรม สิ่งเหล่านี้ดึงดูดคนทำงานได้ดี ถ้ามองว่าที่ใหม่ที่อยากไปนั้นให้มากกว่าก็จงไปเถอะ

5.คิดว่าเปลี่ยนงานจะมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้น

บางคนไม่ได้มองหาเงินที่มากขึ้น ความท้าทายที่มากกว่า หรือจริงๆแล้วไม่ได้มีความเครียดแต่งานที่ทำกินเวลาในชีวิตมากเกินไปหลายครั้งที่ต้องทำ OT โดยพลาดการไปเจอเพื่อน ครอบครัว คนรัก ถ้าชั่งตวงแล้วคุณไม่อยากเสียโอกาสดีๆในการมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างการหางานใหม่อาจจะช่วยได้

Please follow and like us: