ตอบอย่างไรดีเมื่อถูกสัมภาษณ์ว่าทำไมออกจากงานเก่า

คำถามในลักษณะนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการทดสอบผู้สมัครงานในเรื่องทัศนคติ ต้องคิดว่าจะตอบอย่างไรให้ไม่กระทบถึงที่ทำงานเก่าแม้ว่าคุณจะมีเรื่องไม่พอใจที่ทำงานเดิม แต่ก็มักจะถูกถามจี้ๆ เพื่อให้พูดถึงปัญหาจริงๆ เช่น หาผู้สัมภาษณ์สงสัยว่าคุณอาจทำงานผิดพลาดหรือมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน แต่จำไว้ เหตุผลมากมายที่พูดถึงความไม่พอใจไม่เป็นผลดีกับคุณ จงมีสติและลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู

  1. แสดงให้รู้ว่าสาเหตุเกิดจากตัวคุณเอง เช่น คุณมีความต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า และโอกาสในหน้าที่การงาน ที่ทำงานเดิมไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ การสมัครงานที่ใหม่มีตำแหน่งที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ  จากความสามารถและการสั่งสมความรู้ละแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทำให้คุณอยากทำงานที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถนี้สร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทได้มากขึ้น
  2. สะท้อนให้เห็นว่าตัวงานใหม่เป็นสิ่งที่คุณมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เป็นการขยายความจากการตอบข้อแรก คุณต้องกล่าวให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่า การมาสมัครงานที่ใหม่นี้คุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะมาทำงานที่มีความท้าทาย และความท้าทายที่ว่านี้หาไม่ได้จากงานในองค์กรเดิม เช่น งานในองค์กรที่มาสมัครงานในครั้งนี้ ให้ใช้ความสามารถในการประสานงานกับองค์กรต่างชาติ ได้ร่วมงานกับต่างชาติ และมีโอกาสดูแลโครงการขนาดใหญ่
  3. บอกให้ฟังว่าบริษัทที่คุณมาสมัครงาน มีข้อดีที่จะส่งผลให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร เช่น มีความมั่นคง มีระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ  เป็นองค์กรระดับชาติ คุณมองเห็นแนวทางในการเดินไปสู่การพัฒนาตัวเอง ได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตามควรที่จะหลีกเลี่ยง ในการตอบว่า รายได้ ผลตอบแทนหรือสวัสดิการที่จะได้จากองค์กรใหม่มีมากกว่าองค์กรเดิม และจำไว้ให้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรให้เสื่อมเสียแก่เจ้านาย หรือที่ทำงานเก่าควรพูดในสิ่งที่เป็นด้านดีๆ และย้ำว่าการออกจากที่เดิมคุณ “ต้องการความก้าวหน้า”

อีกอย่างพยายามตอบคำถามที่กระชับ ไม่ต้องตอบคำถามให้ยืดยาว ตอบให้ตรงจุด และสั้นมากที่สุด อย่าตอบให้ออกมาในลักษณะการแก้ตัว หากถูกถามจี้ว่าคุณมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ ถ้าความจริงคือมี การตอบให้ดูดี สามารถตอบได้ เช่น  ในการทำงานเป็นทีมการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี อาจมีการแสดงความคิดเห็นที่ค้านกันอยู่บ้างแต่ทุกคนจะเคารพกัน  หรือ  มีคนที่มีทัศนคติหรือความชอบที่ต่างกันอาจจะมีกระทบกันบ้างแต่ในเวลาทำงานคุณสามารถทำงานร่วมกับทุกคนได้อย่างมืออาชีพ เป็นต้น

สุดยอดคำถามที่ต้องเจอเมื่อไปสัมภาษณ์งาน

สำหรับหลายคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อผ่านการสมัครงานไปแล้ว การถูกเรียกสัมภาษณ์งานคือสิ่งต่อไป และก็มักจะรู้สึกตื่นเต้น มีความประหม่า เมื่อเจอคำถามต่างๆไม่รู้จะตอบอย่างไรดี  จึงๆแล้วหลักในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ แสดงตัวตนและมีความคิดสร้างสรรค์

คำถามสัมภาษณ์ที่ผู้สมัครงานมักจะพบเจอ ถูกรวบรวมเอาไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมตัว คิดว่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ผู้สมัครงานสามารถตอบคำถามได้ดีขึ้นมาดูกันเลย

1.แนะนำตัวและเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย

ข้อนี้เขาต้องการทดสอบการบริหารเวลาและการแสดงความคิดรวบยอด ควรตอบด้วยเวลา 2-3 นาที ให้มีเนื้อหาครอบคลุม นอกจากแนะนำตัวบอกความสามารถ แล้วควรบอกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นผู้สมัครที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ ไม่ต้องเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เลือกที่เป็นจุดเด่นเพื่อทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกสนใจในตัวคุณ

2. ทำไมคุณคิดว่าเหมาะกับงานนี้

ให้บอกเล่าประสบการณ์และความสามารถที่เคยผ่านมา ประกอบกับเหตุผล เช่น สิ่งที่เป็นจุดเด่นของคุณและความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น  สำหรับคนจบใหม่ให้บอกเล่ากิจกรรมที่เคยทำมาในสมัยเรียน เช่น ออกค่าย ฝึกงาน ทำงานพิเศษ   จำไว้ว่าการแสดงความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งดีแต่อย่างคุยไปในลักษณะโอ้อวด

3. รู้ไหมว่าตำแหน่งที่สมัครรับผิดชอบงานอะไร

เบื้องต้นทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่าองค์กรเปิดรับตำแหน่งนี้เข้ามาทำอะไรจาก คำอธิบายงาน (Job Description)  ควรตอบให้สั้นและกระชับและแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งงานนี้มีความรับผิดชอบที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนองค์กรอย่างไร และคุณจะทำงานในตำแหน่งนี้ให้มีผลด้านบวกกับองค์กรและฝ่ายงานอื่นอย่างไร

4. จุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณคืออะไร

ให้ตอบถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์  เช่น ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายที่มีความเชี่ยวชาญ โดยสามารถที่จะเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่ สามารถพัฒนาทีมขายให้มีประสิทธิภาพ โดยที่ตนเองเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและความสามารถอยู่ตลอดเวลา

5. จุดอ่อนของคุณคืออะไร

ตอบความจริงออกไป และแจ้งว่ากำลังปรับปรุงหรือพัฒนาควรบอกผลลัพธ์หลังการปรับปรุงด้วย เช่น กำลังฝึกภาษาญี่ปุ่น โดยเรียนมาแล้ว 2 ครอส ผลการทดสอบรอบแรกผ่านมาด้วยดี กำลังพัฒนาให้สามารถใช้งานได้คล่องขึ้น

6. ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของคุณคืออะไร

บอกเล่าความรู้สึกภูมิใจที่สุดในช่วง 1-2 ปีของการทำงาน บอกถึงวิธีการ อุปสรรคที่เกิดขึ้น และบอกวิธีแก้ไขปัญหา เพื่อบอกให้รู้ว่าคุณมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหา  นอกจากเรื่องงานควรบอกสิ่งอื่นที่คุณภูมิใจ เช่น สามารถดาวน์บ้านให้พ่อแม่ได้ สามารถเก็บเงินสดซื้อรถได้ แต่ไม่ต้องเน้นมากจะดูเป็นการนอกเรื่องเกินไป

เด็กจบใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อไปสมัครงาน

ทุกปีมีบัณฑิตจบใหม่ร่วมแสนคนทุกคนเมื่อจบการศึกษาแล้วก็มุ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน การสมัครงานเป็นสิ่งที่ทุกคนเหมือนว่าต้องทำเพราะถึงเวลาที่จะนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการทำงานจริง แต่หลายคนเมื่อไปสมัครงานแล้วก็จะพบว่าองค์กรต่างๆต้องการคนที่มีประสบการณ์ แล้วเด็กจบใหม่จะทำยังไงดี การเตรียมตัวสำหรับการสมัครงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจบใหม่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้ไว้เพื่อเพิ่มโอกาสได้งาน เรามาดูไปพร้อมกันว่าเด็กจบใหม่ควรที่จะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปสมัครงาน

สมัครงาน
เริ่มจาก  ตอบคำถามตัวเองให้ดีกว่าอยากอยู่ในสายอาชีพอะไร  แม้ว่าหลายคนจะเรียนสาขาวิชาที่มีความเป็นวิชาชีพสูง เช่น วิศวกรรม ศึกษาศาสตร์  การบัญชี แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำงานในสายอาชีพเท่านั้น ต้องคิดว่างานไหนที่เหมาะสมกับเรา ทำแล้วมีความสุข และคุณมีความสามารถสำหรับทำงานอะไรชีวิตการทำงานต่างจากการเรียนบางคนเรียนไปแล้วรู้ว่าไม่ชอบสิ่งที่เรียน แล้วยังจะมาใช้ชีวิตกับสิ่งนี้อีกคุณอาจกำลังหลงทาง  เมื่อพบแล้วว่าจริงๆอยากอยู่ในสายอาชีพอะไร จงหาข้อมูลเกี่ยวกับสายอาชีพนั้น ๆ อาจปรึกษาคนใกล้ตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือคนที่อยู่ในสายอาชีพที่เราสนใจ จากนั้นก็วางแผนเข้าสู่สายอาชีพนั้นๆ บางทีคุณอาจต้องศึกษาอะไรเพิ่มเช่น การทดสอบภาษา หรือ ความสามารถที่มีใบประกาศนียบัตรเพื่อใช้ประกอบการสมัครเข้าสู่สายอาชีพที่ต้องการ

จัดทำแฟ้มผลงาน (Portfolio) เพื่อเก็บรวบรวมผลงาน และแสดงให้เห็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน   เช่น ประสบการณ์การฝึกงาน อบรม กิจกรรม หรืองานพิเศษต่าง ๆ ที่เคยทำมา จัดทำเรซูเม่ ให้มีความน่าสนใจ มากกว่าการเขียนเพื่อบอกเล่าตามแบบฟอร์มเดิมๆ ต้องใส่ใจกับเรซูเม่ให้มากเพราะถือเป็นสิ่งแรกที่ทำให้บริษัทได้ทำความรู้จักคุณ แสดงให้เห็นความพร้อมของคุณต่อการทำงานในตำแหน่งงานที่สมัครและแสดงจุดมุ่งหมายในอาชีพให้องค์กรได้รับรู้

 

เตรียมเอกสารการสมัครงานอย่างรอบครอบ หลายครั้งการเตรียมเอกสารที่ไม่เรียบร้อยของผู้สมัครทำให้องค์กรปฏิเสธการสมัครงานของคนคนนั้นไปเลยเพราะมันสะท้อนถึงความไม่มีระเบียบและความรอบครอบ ให้ถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญต่าง ๆ รับรองสำเนาถูกต้องอย่างถูกวิธี  เตรียมรูปถ่ายชุดสุภาพสำหรับใช้ในการสมัครงานให้เรียบร้อยอย่าใช้รูปที่ใส่ชุดครุย จัดเรียงเอกสารให้ถูกต้องตามลำดับ กรอกรายละเอียดใบสมัครให้ครบถ้วน

 

ในการยื่นใบสมัครหากต้องยื่นด้วยตนเอง แต่งกายให้สุภาพ เมื่อต้องเข้าไปในองค์กร เมื่อส่งเอกสารแล้วควรสอบถามระยะเวลาในการติดต่อกลับของเจ้าหน้าที่รับสมัคร เพื่อที่คุณจะได้ทราบการเตรียมตัวในการทดสอบในขั้นตอนต่อไป อย่าลืมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงาน จากนั้นรอการติดต่อกลับ หากองค์กรสนใจในตัวคุณการสัมภาษณ์หรือการทดสอบอื่นๆจะเป็นลำดับต่อไป

สมัครงานออนไลน์ ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่ายุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี การสมัครงานโดยผ่าช่องทางออนไลน์นับเป็นเรื่องที่สะดวกสบายไปร้อยแปดจริงๆ ค่ะ การสมัครงานออนไลน์ ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง ตามนี้เลยค่ะ

ข้อมูลส่วนตัว ซึ่งในที่นี้หมายถึง ข้อมูลอื่นๆ ที่นอกเหนือจากชื่อ นามสกุล ที่อยู่นะคะ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ต้องกรอกลงไปในใบสมัครออนไลน์อยู่แล้วค่ะ ข้อมูลที่นอกเหนือจากใบสมัคร หมายถึง

  • ประวัติการเรียน ตั้งแต่ชั้นมัธยม จนถึงมหาวิทยาลัยระดับสูงสุด เริ่มเรียนปีไหน จบปีเท่าไหร่ เป็นต้นค่ะ
  • ประวัติการทำงาน ในส่วนนี้ก็แน่นอนค่ะ ประวัติการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่ล่าสุด อันนี้อย่าลืม ปี พ.ศ. ด้วยนะคะ
  • ประวัติการฝึกอบรม โดยปกติในการทำงานบริษัททุกบริษัทจะต้องมีการจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานค่ะ เพื่อเป็นการฝึกทักษะหรือพัฒนาบุคลากรในองค์กร ซึ่งเป็นข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานค่ะ และหากเรามีประวัติในส่วนนี้ ขอให้เตรียมมาทั้งหมด โดยขอจากฝ่ายพัฒนาบุคลากรของบริษัทนะคะ หากมีประวัติเหล่านี้ก็จะง่ายต่อการพิจารณามากขึ้นค่ะ หากเป็นน้องใหม่ไม่มีประวัติการฝึกอบรมจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลค่ะ อันนี้ HR เค้าจะทราบจากใบสมัครอยู่แล้วว่าเป็นบัณฑิตใหม่จ้า
  • ข้อมูลในส่วนของหน้าที่ในตำแหน่งงานค่ะ อันนี้เป็นส่วนปลีกย่อยอยู่ในเรื่องประวัติการทำงานนะคะ ในการกรอกข้อมูล เค้าจะมีช่องให้ระบุค่ะในแต่ละที่ทำงานที่ผ่านมา ตำแหน่งเรา ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง เขียนตามความจริงได้เลยค่ะ
  • รูปถ่าย หน้าตรง ถูกระเบียบนะคะ ใช้เป็น File Jpeg ค่ะ เราสามารถขอไฟล์จากร้านถ่ายรูปได้ และนำมาลงในคอมพิวเตอร์ จากนั้นทำการแนบไฟล์ภาพได้เลยจ้า โปรแกรมที่เราทำการสมัครงานเค้าจะมีช่องให้ดาวน์โหลดอยู่แล้วจ้า หรือใครจะสแกนรูปก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ แต่ทำวิธีแรกน่าจะง่ายกว่า
  • ไฟล์เรซูเม่ (Resume) อันนี้สำคัญค่ะ ในการเตรียมเรซูเม่ (Resume) จะใช้ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนะคะ เพียงแต่สิ่งนี้เป็นเอกสารเพิ่มเติมที่เราจะต้องแนบไปในการสมัครงานด้วย เพราะข้อมูลใน เรซูเม่ (Resume) จะมีรายละเอียดมากกว่าสิ่งที่เรากรอกลงไปในเวปค่ะ สิ่งที่เพิ่มเติมมาจากที่เรากรอกไปในเวปคือ เอกสารแนบ เรซูเม่ (Resume) ค่ะ นั่นคือ ใบประกาศนียบัตรต่างๆ ที่เราได้รับมากจากการทำกิจกรรมหรือการฝึกอบรม หรือจากอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น  ใบประกาศการผ่านการฝึกอบรมเรื่อง …….  ใบประกาศเกียรติคุณ การเป็นพนักงานดีเด่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาเราเข้าสัมภาษณ์งานและรับเข้าทำงานในโอกาสต่อไปค่ะ

เด็กฝึกงาน อย่าพลาดคว้าโอกาสได้งาน จากสถานที่ฝึกประสบการณ์

นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาต้องผ่านการฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการณ์ก่อนสำเร็จการศึกษา นักศึกษาบางคนไม่เห็นความสำคัญในส่วนนี้คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาก็ปฏิบัติไปโดยไม่คิดที่จะเลือกสถานที่ฝึกงานที่น่าสนใจ  บางคนเลือกเพราะใกล้บ้าน บางคนเลือกตามเพื่อน

รู้ไหมว่าการเลือกที่ฝึกงานอย่างไม่รอบครอบทำให้เสียโอกาสบางอย่างไป  เพราะการฝึกงานเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานในองค์กร จากคนทำงานมืออาชีพ และมากกว่านั้นการฝึกงานยังจะเป็นใบเบิกทางให้คุณสมัครงาน เด็กฝึกงานได้ง่ายขึ้น

ถ้าคุณคือนักศึกษาปีสุดท้ายที่กำลังจะออกฝึกงาน จงนำแนวทางปฏิบัติติ่ไปในไปใช้เมื่อต้อออกฝึกประสบการณ์

  1. ก่อนจะเริ่มฝึกงาน ควรหาข้อมูลสถานที่ฝึกงานมานำเสนอต่ออาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกงาน หากคุณสามารถที่จะเข้าไปฝึกงานในองค์กรที่คุณตั้งเป้าหมายว่าเมื่อจบแล้วคุณจะไปสมัครงานจะดีมาก
  2. เมื่อเข้าไปฝึกงานแล้ว อย่ารีรอที่จะขอคำแนะนำจากมืออาชีพ ทั้งการเข้าพบหัวหน้างานเป็นประจำเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รายงานความคืบหน้าของคุณให้หัวหน้างานทราบ และเรียนรู้การทำงานจากมืออาชีพทุกคนในองค์กรที่มีโอกาสสอนงานคุณ
  3. มีทัศนคติเชิงบวกต่อการฝึกประสบการณ์  แม้จะได้รับมอบหมายให้ชงกาแฟ หรือถ่ายเอกสาร ในตอนต้น แต่คุณจงทำให้ดีเพราะแน่นอนว่างานแรกๆที่ได้รับมอบหมายอาจไม่เกี่ยวกับงานหลักขององค์กรแต่ถ้าคุณแสดงให้เห็นว่าคุณรับผิดชอบงานเล็กๆได้และอาสาช่วยงานอื่นๆอยู่เสมอโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจย่อมสูงขึ้นแน่นอน
  4. ปฏิบัติตามกฎและมีวินัยอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะมีคำว่านักศึกษาฝึกงานติดมากับตัวคุณแต่จงรักษากกระเบียบขององค์กรเช่นเดียวกับพนักงาน เช่น ตรงเวลา ขาดลามาสายต้องทำตามระเบียบ รอบครอบต่อการทำงานเพราะความผิดพลาดของคุณเท่ากับทำให้องค์การสูญเสียทรัพยากร ไม่ควรกระทำเด็ดขาด
  5. ใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาความรู้ที่ตำราไม่ได้สอน การทำงานในองค์กรคุณจะเห็นการทำงานที่อาจไม่เป็นไปตามทฤษฎีและมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์และสถานการณ์นี่คือหน้างานจริงที่ในตำราไม่มีสอนเรียนรู้ให้มากเพื่อเก็บเป็นประสบการณ์ที่ดีมันจะมีประโยชน์ต่อการสมัครงานและการทำงานในอนาคตของคุณมากทีเดียว
  6. อย่ากลัวที่จะถามและแสดงความคิดเห็น อย่ากลัวที่จะถามคำถามเมื่อคุณต้องพบกับงานที่ไม่คุ้นเคยสอบถามสิ่งที่ไม่รู้จากผู้สอนงานของคุณแต่ก็ต้องหลังจากที่ได้พยายามหาแนวทางของคุณแล้ว และหากมีความคิดเห็นอะไรที่อยากเสนอไปดูกาลเทศะให้ดี แล้วจงแสดงความคิดเห็นออกไปอย่างสุภาพ

7. ผูกมิตร และสร้างความสนิทสนมกับคนในองค์กร มันจะเป็นใช้ประโยชน์ในการหางานเมื่อเรียนจบ ทั้งจากการมาสมัครงานในองค์กรนี้ และการได้รับคำแนะนำงานจากคนในแวดวง ทั้งนี้การผูกมิตรต้องมีขอบเขตที่พอเหมาะอย่าไปแสดงท่าทีมนการประจบและวางตัวสนิทสนมจนเกินพอดี

ตามมาส่อง Application หางาน ที่โดนใจคนยุคดิจิทัล

อีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการหางานของคนยุคดิจิทัลทำได้โดยผ่านสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่าสะดวกสบายไม่ต้องออกไปเดินหางานให้เหงื่อตกและยังช่วยให้สามารถคัดกรององค์กรที่ต้องกับความต้องการของผู้สมัครงานได้อีกด้วย มาดูกันสอว่าตอนนี้มี Application หางาน อะไรบ้างที่น่าสนใจ

เริ่มกันที่ Helpster  แพล็ตฟอร์มที่จับคู่พนักงานระดับปฎิบัติการกับธุรกิจแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเด่นของ Helpster คือ  ความรวดเร็ว   คุณภาพพนักงาน และออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและค้นหาทั้งพนักงาน ทั้งงานประจำ และงานพาร์ทไทม์ได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว ในทุกที่ทุกเวลา ช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลามากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะตอบโจทย์และช่วยจับคู่คนกับงานที่เหมาะสมให้กับทั้งสองฝ่าย และเชื่อมต่อพนักงานกับที่ทำงานที่ดีที่สุดใกล้ที่อยู่ได้ทันที อีกทั้งระบบจะส่งงานล่าสุดเข้ามือถือ ทำให้พนักงานสามารถกดรับงานที่อยากทำได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับผู้ประกอบ ก็สามารถเข้าถึงพนักงานจำนวนมากในหลากหลายตำแหน่งที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ให้การหาคนทำงานคุณภาพเป็นไปได้ในทุกเวลาที่ต้องการ

ต่อมาคือ  Kolla  กับสโลแกน  “หาคนทำงานทั่วไทย หางานที่ใช่ ใกล้บ้าน”  และคำเชิญชวนที่ว่า “เชื่อไหมว่า SME ก็สามารถหาพนักงานได้ภายใน 1 นาที ด้วยแอพพลิเคชั่น Kolla”  Kolla   คือ ตลาดงานบนมือถือ ประกาศงานและหาคนทำงานใกล้ๆ ได้ในที่เดียว   จุดเด่นของคอลล่า คือ   หาคนทำงานบนแผนที่ ทำให้รู้ว่าคนหางานที่สะดวกมาทำงานอยู่ใกล้ก็มีและหาไม่ยาก  จะเลือกโทรหาหรือจะส่งข้อความโดยตรง หรือแค่บันทึกคนที่น่าสนใจไว้ตัดสินใจทีหลังก็ย่อมได้  มีคนหางานให้เลือกหลากหลายแบบทั้งงานพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ หรือรับงานเป็นจ๊อป ๆ เช่น  พนักงานขายหน้าร้าน ผู้ช่วยประจำสาขา ทำงานพิเศษนอกเวลาปกติ  ผู้ช่วยงานการตลาดดิจิตัล ผู้ช่วยทำงานบนแพลทฟอร์มโซเชียล พนักงานในร้านอาหาร ร้านค้า โรงพยาบาล คนโรงแรม สถานเสริมความงาม

อีก Application หางาน ที่น่าสนใจคือ Adecco Thailand Jobs & Knowledge Center เป็น Applicationของ กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร Adecco  มุ่งทำ Applicationสำหรับคนทำงาน หรือ ผู้ที่กำลังมองหางาน เพื่อช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนทำงานรุ่นใหม่ ให้ update ตำแหน่งงานว่าง พร้อมสมัครงานได้อย่างง่ายดาย แถมยังรวมข่าวสาร และความรู้สำหรับคนทำงานมาให้อ่านกันได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส  แอพพลิเคชั่นนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มองหางานในประเทศไทยเท่านั้น ครอบคลุมการหาประจำและงานชั่วคราว รวมถึงการฝึกอบรม การพัฒนาบุคคลากร และยังเป็นสื่อกลางระหว่างบริษัทต่าง ๆ กับผู้สมัครงาน อีกด้วย

บริษัทจัดหางานแบบไหน ที่คุณควรฝากความหวัง

บริษัทจัดหางานเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของคนหางานในยุคนี้ ปัจจุบันมีบริษัทจัดหางานให้บริการเป็นจำนวนมากแต่ผู้สมัครงานก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าผู้ให้บริการรายใดที่คุณควรจะฝากความหวังในการหางานไว้ ลองมาพิจารณาดูสิว่าคุณสมบัติอะไรที่คนหางานควรมองหาจากบริษัทจัดหางาน

เริ่มที่ชื่อเสียง และเสียงลือเสียงเล่าอ้าง บริษัทจัดหางานมีหน้าที่ในการนำคนหางานมาเจอกับนายจ้างผู้ต้องการคนทำงาน หากมีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทจัดหางานสามารถทำหน้าที่พ่อสื่อหาคู่ที่เหมาะสมมาเจอกันได้ก็น่าจะช่วยคุณได้ ดูได้จากอะไรบ้าง ดูได้จากการใช้บริการจากองค์กรชั้นนำของประเทศหากบริษัทจัดหางานมีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำของประเทศนั่นย่อมการันตีชื่อเสียงได้ระดับหนึ่ง และดูได้จากการเขียนถึงบริษัทจัดหางานจากผู้หางานที่เคยใช้บริการ

ต่อมาต้องดูว่าบริษัทจัดหางาน มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสที่จะหางาน ให้คุณหรือไม่  เช่น มีระบบให้บริการการทำเรซูเม่ที่มีความแตกต่างกันหลายแบบ เพื่อมุ่งสู่การสมัครงานในสาขาต่างๆโดยเฉพาะ มีระบบที่จะทำให้ใบสมัครของคุณไปสู่สายตาของ HR หลากหลายแห่ง มีระบบส่งอีเมล์เพื่อนัดสัมภาษณ์งานออนไลน์ ช่วยให้ผู้สมัครงานและองค์กรนายจ้างสามารถติดต่อกันได้ เช่น การนัดหมายก่อนการสัมภาษณ์งาน

มีระบบแนะนำงานที่น่าสนใจ โดยสามารถส่งประกาศรับสมัครงานที่ตรงกับความต้องการของผู้สมัครงานไปยังผู้สมัครงานได้   มีระบบที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้หางานในการเข้าสัมภาษณ์งานและได้รับการว่าจ้างทำงานได้เร็วและสะดวก

บริษัทหางานต้องมีการอัพเดทตำแหน่งงานอย่างเป็นปัจจุบัน มีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เช่น มีการ แชร์งานที่น่าสนใจ งานใหม่ไปยังหน้า Facebook เพื่อให้ผู้หางานสามารถติดตามงานใหม่ๆที่น่าสนใจพร้อมกับสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของงาน และสามารถสมัครงานได้จากลิ้งที่หน้า Facebook หรือมี Application  ที่สามรถใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้

มีการให้คำแนะนำดีๆ ทั้งสำหรับผู้หางานและผู้ที่เป็นพนักงานอยู่แล้ว เช่น คำแนะนำในการเตรียมตัวสมัครงาน การเตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งาน  และ การให้เทคนิคดีๆสำหรับคนทำงาน

มีทีม Head Hunter และ Recruiter สำหรับผู้หางานที่สนใจเพื่อทำการติดต่อเข้าทำงานหรือสมัครงานโดยตรงในบริษัทชั้นนำแยกจากระบบการหางานทั่วไป เพื่อที่จัดหางานให้กับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะเช่น ตำแหน่งระดับสูง อย่าง ผู้บริหาร หรือ ผู้จัดการ

ที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายต้องเป็นไปอย่างสมเหตุผล โดยไม่เก็บค่าบริการแพงเกินไป และมีการจัดเก็บข้อมูลของผู้สมัครงานไว้เป็นความลับไม่มีการนำข้อมูลไปขายให้กับผู้อื่น เช่น ประกันชีวิต หรือ บัตรเครดิต

จบรัฐศาสตร์ ไม่เป็นปลัดอำเภอก็ได้นะ

คณะรัฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 สาขาหลัก ๆ คือ สาขาการเมืองการปกครอง สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขารัฐประศาสนศาสตร์  จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในสาขานี้มีมากถึงหลักหมื่นในแต่ละปี แม้ว่าหลายคนเมื่อเลือกเข้าศึกษาในสาขานี้จะมุ่งหวังทำงานราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอแต่ก้อย่างที่รู้กันว่าการเปิดสอบนั้นไม่ได้มีทุกปีและมีอัตราการรับเข้าทำงานที่ต่ำมาก คำถามต่อมาคือไม่เป็นปลัดแล้วเด็กรัฐศาสตร์จะสมัครงานอะไรดี  บอกก่อนเลยว่าสามารถหางานทั้งที่ตรงสาย และไม่ตรงสายที่เรียนมา

ต้องขอแสดงความยินดีก่อนเพราะมีหลายอาชีพและสายงานทีเดียวที่ต้อนรับเด็กรัฐศาสตร์เข้ามาทำงาน โอกาสการได้งานอาจจะแตกต่างกันแล้วแต่สาขาวิชาที่เลือกเรียนมา และยังมีตำแหน่งงานที่ไม่ระบุว่าต้องจบสาขาอะไรมาอีกด้วย เพื่อให้เด็กรัฐศาสตร์ที่ไม่คิดจะมุ่งสู่เส้นทางสายนักปกครองสามารถเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้ เราขอแนะนำ 3 สายงานยอดฮิตที่เปิดรับเด็กรัฐศาสตร์

  1. งานราชการ

นอกเหนือจากการสอบปลัด ยังมีตำแหน่งงานราชการและรัฐวิสาหกิจรวมถึงงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เปิดรับให้เด็กรัฐศาสตร์มาสมัครงาน อาทิ ตำแหน่ง  เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน เจ้าหน้าที่ประสานงาน เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เลขานุการบริหาร นักวิชาการศึกษา นักการทูต

  1. งานบริษัทเอกชน

สำหรับคนที่ต้องการ และกำลังมองหาตำแหน่งงานในบริษัทเอกชน สามารถสมัครได้ในหลากหลายตำแหน่งอะไร เช่น เจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล (HR)  นักวิเคราะห์กลยุทธ์ นักวิเคราะห์โครงการ นักวิเคราะห์การลงทุน นักวิเคราะห์ระบบงาน  งานการตลาด งานขาย งานด้านการประชาสัมพันธ์ งานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานด้านการเงินการธนาคาร นักข่าวสายการเมือง นักข่าวสายข่าวต่างประเทศ นักข่าวสายเศรษฐกิจ

  1. งานในองค์กรไม่แสวงกำไร

ผู้ที่เรียนรัฐศาสตร์ถูกปลูกฝังให้มีอุดมการณ์ทำเพื่อสังคม มีจิตาสาที่จะช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสการเข้าทำงานในองค์กรไม่แสวงกำไร เช่น มูลนิธิ องค์กรการกุศลที่มีภารกิจเฉพาะด้าน เช่น สิทธิมนุษยชน วิทธิสตรี คุ้มครองเด็ก ช่วยเหลือด้านแรงงาน ช่วยเหลือผู้ผลัดถิ่น เป็นการได้ใช้ความรู้ความสามารถและรักษาอุดมการณ์อีกด้วยงานประเภทนี้มีทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนทำงานต่างชาติต่างภาษา

 

  1. งานอิสระ

คนที่เรียนรัฐศาสตร์โดยพื้นฐานถูกสอนให้เป็นนักคิดและนักวางแผน มีความรู้ที่หลากหลายทั้งการจัดการ จิตวิทยา  ความสามารถในการวิเคราะห์ การประนีประนอม ความรู้เหบ่านี้นำมาสู่การโอกาสในการทำงานอิสระได้มาก ไม่ว่าจะเป็น การขายประกัน การเป็นนักเขียน การทำงานวิจัย

เห็นได้ว่าการสมัครงานไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะสายงานที่ตรงกับที่เรียนมา ในโลกยุคนี้มีงานมากมายที่รองรับคนจบใหม่ ขอแค่มีความมั่นใจมีการเตรียมตัวที่ดี มีทักษะที่พร้อมต่อการทำงานโอกาสได้งานก็มีมากเช่นกัน

รวมประโยชน์ดีๆของการทำงาน Part Time

การหางานประจำรายได้ดีและมั่นคงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหลายๆคน แต่ยังมีการจ้างงานในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือ งานพาร์ทไทม์(Part time) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับนักศึกษา  ผู้ที่เกษียณอายุแล้ว  หรือคนหางานทั่วไป  การทำงาน Part Time  นอกจากจะให้รายได้กับผู้ทำงานแล้ว ยังทำให้สามารถสะสมความรู้ความสามารถและประสบการณ์  อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถทำงานได้หลายที่ สามารถแบ่งเวลาให้กับครอบครัว และยังมีข้อดีอีกมากมาย ลองมาดูกัน ในระหว่างหางานประจำคุณอาจได้ทำงาน Part time รอไปก่อน

เรามาดูกันว่างาน Part time จะให้อะไรกับคุณบ้าง

  1. ทำให้คุณได้ฝึกทักษะและประสบการณ์ในการทำงานกับคนที่หลากหลาย เพราะงาน Part Time นั้นจะมีผู้หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาทำอยู่สมอคุณจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของผู้คน ได้เห็นการทำงานที่ดี และการทำงานที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
  2. งานพาร์ทไทม์ ให้วันหยุดที่มากกว่า และงาน Part time บางประเภท ยังมีสวัสดิการที่พึงได้ เช่น มีค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิต และมีโครงการช่วยเหลือพนักงาน โดยทั่วไปการทำงาน Part Time)จะมีชั่วโมงการทำงานประมาณ 34 ชม./สัปดาห์  มีวันหยุด 1-3 วันต่อสัปดาห์  ในขณะที่คนทำงานประจำทำงานสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง  และคนทำงาน Part time ใน 1 วันสามารถทำงานได้ 1-3 ที่แล้วแต่เวลาและสุขภาพจะเอื้ออำนวย
  3. บางครั้งสามารถที่จะทำงานที่บ้านได้ สามารถเลือกเวลาทำงานได้เอง ไม่ต้องเดินทางไปทำงานในออฟฟิต ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายเรื่องชุดทำงาน และค่าภาษีสังคมต่างๆ
  4. การทำงาน Part Time ก็ทำให้คุณสามารถที่จะก้าวหน้าและมีรายได้ที่มั่นคง สามารถให้ค่าตอบแทนได้ใกล้เคียงกับงานประจำ ได้ด้วย เช่น คนที่ทำงานเป็นโปรเจค สามารถทำงานโยไม่ต้องเข้างานทุกวันแต่ได้ค่าตอบแทนเท่ากับเงินเดือนพนักงานประจำ
  5. ฝึกการบริหารตนเองและบริหารเวลา ในกรรีที่คุณเป็นฟรีแลนซ์รับงานมานั้นจะมีการกำหนดเวลาในการส่งงานคุณจะจัดการกับงานอย่างไรก็ได้แต่ต้องส่งงานตรงเวลา ผิดกับคนที่ทำงานประจำที่ต้องเข้างานทุกวันจัดการกับงานชิ้นนั้นทุกวัน แต่ฟรีแลนซ์อาจไปเที่ยว ปีนเขาถ่ายรูป ทำงานอื่นก่อนจะมาจับงานนี้ก็แล้วแต่จะบริหารเวลา
  6. ทำให้คุณมีทักษะที่หลากหลายได้ทำงานที่หลากหลาย คนที่ทำงานในองค์กรเดียวก็จะมีทักษะเดิมซ้ำๆแต่คนทำงาน Part Time ในหลายองค์กรได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลาได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นรายกรณีไป
  7. งาน Part Time ช่วยให้คุณมีทักษะและประสบการณ์สำหรับการทำงานในองค์กรในอนาคต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณต้องการเข้าสู่องค์กรใหญ่ทำงานประจำประสบการณ์จากการทำงาน Part Time จะทำให้นายจ้างพิจารณาจ้างงานคุณได้ง่ายขึ้นเพราะคุณมีทักษะในการทำงานมาแล้ว

สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายว่าคุณควร เปลี่ยนงาน เพื่อเปลี่ยนชีวิต

คนทำงานหลายคนนั้นเบื่องาน อยากเปลี่ยนงาน แต่บางครั้งบางทีก็เหมือนเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเกิดขึ้นไม่นานก็หายไป ได้พักผ่อนห่างจากงาน ชาร์ตไฟให้ตัวเองสักพักก็สามารถกลับมาทำงานต่อได้ดี นั่นเพราะยังไม่ถึงจุดที่สุดที่คุณต้องเปลี่ยนงาน

มันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้ากับงาน หรือ เหนื่อยหน่ายกับผู้ร่วมงาน แต่ยังไม่ถึงจุดแตกหัก แต่ก็มีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานวนไปมาแต่สุดท้ายก็ดึงตัวเองกลับมาสู่การทำงานเดิมและก็เริ่มอยาก เปลี่ยนงาน อีก ทั้งหมดนี้คือวงจรที่คนทำงานหลายๆคนกำลังเผชิญหน้า แต่แน่นอนว่ามันต้องมีจุดที่คุณตัดสินใจว่าต้องหางานใหม่แล้วจริงๆ

แล้วอะไรคือ สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายว่าคุณควร เปลี่ยนงาน  เพื่อเปลี่ยนชีวิต  สัญญาณเตือนเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากภายในใจของคนทำงานเอง เป็นการคิดว่าหากเปลี่ยนงานแล้ชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร หากคุณมีความคิดในใจเกิน 3 ข้อต่อไปนี่ เราแนะนำว่าควรหางานใหม่

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานแล้วจะเครียดน้อยลง

ความเครียดที่เกิดจากงานโดยตรง เช่น งานที่ต้องมุ่งทำยอดขาย งานที่ต้องงานที่ต้องเร่งทำให้ทันเวลา งานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต รวมทั้งความเครียดที่ไม่ได้เกิดจากงานแต่เกิดจากเพื่อร่วมงาน ก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนอยากเปลี่ยนงานถ้าคุณมีความเครียดชนิดที่ทนไม่ได้และเกิดขึ้นซ้ำๆการเปลี่ยนงานอาจเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า

การติดอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานานๆไม่ได้รับการเลื่อนขั้นสักทีทั้งที่มีผลงานโดเด่นอาจเพราะโครงสร้างองค์กรไม่เอื้ออำนวย หรือ คนอื่นที่ทำงานไม่ดีแต่เข้าตาเจ้านายมากกว่าเป็นสาเหตุให้หลายคนมุ่งหางานใหม่ โดยสมัครงานกับองค์กรใหม่ดีกว่าที่จะมาอยู่ในจุดเดิมๆที่ไม่มีความก้าวหน้า

  1. คิดเปลี่ยนงานแล้วจะได้ค่าตอบแทนเพิ่ม

ปัจจัยอันดับต้นๆที่ทำให้คนเปลี่ยนงานเมื่อโครงสร้างเงินเดือนไม่ตอบสนองความต้องการและมีที่ใหม่ให้เงินมากกว่าการบอกลาที่เก่าไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งถ้ามองดูแล้วที่ใหม่ให้เงินดีและมีสภาพแวดล้อมโดยรวมดีกว่าบอกลากับที่เก่าด้วยดีแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่กันเถอะ

  1. คิดว่าเปลี่ยนงานแล้วจะได้ผลประโยชน์โดยรวมที่ดีขึ้น

ผลประโยชน์ที่นอกเหนือจากเงินเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการทั้งรูปของเงินและไม่ใช่เงิน เช่น สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน การให้การส่งเสริมโดยการส่งไปฝึกอบรม สิ่งเหล่านี้ดึงดูดคนทำงานได้ดี ถ้ามองว่าที่ใหม่ที่อยากไปนั้นให้มากกว่าก็จงไปเถอะ

5.คิดว่าเปลี่ยนงานจะมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้น

บางคนไม่ได้มองหาเงินที่มากขึ้น ความท้าทายที่มากกว่า หรือจริงๆแล้วไม่ได้มีความเครียดแต่งานที่ทำกินเวลาในชีวิตมากเกินไปหลายครั้งที่ต้องทำ OT โดยพลาดการไปเจอเพื่อน ครอบครัว คนรัก ถ้าชั่งตวงแล้วคุณไม่อยากเสียโอกาสดีๆในการมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างการหางานใหม่อาจจะช่วยได้

มาอัพเกรดตัวเองให้เป็น คนหางานที่มีคุณภาพ กันเถอะ

คนทุกคนเมื่อถึงวัยแรงงานก็ต้องเข้าสู่ตลาดงานเพื่อแข่งขันกันให้ได้งาน เมื่อทุกคนเข้าสู่สถานะ คนหางาน บางคนก็อยู่ในสถานะนี้ไม่นานเพราะได้งานที่ต้องการเปลี่ยนสถานะไปสู่ ผู้ได้งานทำ แต่หลายคนก็ยังคงใช้สถานะนี้อยู่เป็นเวลานาน คนที่สามารถหางานได้นั้นส่วนใหญ่คือ คนหางานที่มีคุณภาพ เป็นคนหางานที่มีความพร้อมในการหางาน สามารถนำเสนอตัวเอง ต่อนายจ้างได้ดี หากคุณต้องการได้งานต้องเริ่มจากการเป็นคนหางานที่มีคุณภาพก่อน โดยทำได้ดังนี้

  1. ติดตามข่าวสารการรับสมัครงาน จากหลากหลายแหล่ง รู้จักการใช้เทคโนโลยีในการช่วยหางาน เช่น Application หรือ การฝากประวัติกับเวปไซด์ที่ให้บริการจัดหางาน
  2. เตรียมพร้อมสำหรับการเข้ารับการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งาน การทดสอบปฏิบัติ โดยศึกษาจากคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการสัมภาษณ์งาน รวมทั้งควรศึกษาคู่มือสำหรับผู้สัมภาษณ์เพื่อศึกษาว่ากรรมการสัมภาษณ์นั้นต้องการสิ่งใดจากผู้สมัคร  ผู้สัมภาษณ์จะถามอะไร
  3. ประกาศตัวเองให้น่าสนใจ การหางานก็เหมือนการแข่งขัน ผู้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับคุณมีมากมาย อะไรคือจุดเด่นที่คุณเหนือกว่าคู่ต่อสู้นำสิ่งนั้นออกมาแสดงให้ว่าที่นายจ้างเห็น การหางานในยุคนี้ต้องให้กลยุทธ์เชิงรุกให้มาก  เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายอย่าง Facebook บอกเล่าความสามารถ ความสำเร็จหรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ที่คุณทำ รวมถึงการใช้แฟลตฟอร์มที่สร้างมาเพื่อให้คุณได้นำเสนอความสามารถในการทำงานอย่าง LinkedIn
  4. ฝึกประสบการณ์ด้วยการทำงานจริงก่อนเข้าสู่การหางานอย่างเต็มตัว หากมีโอกาสทำงาน Part -Time จึงทำก่อนจะเป็นงานที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพที่สนใจหรือไม่ก็ควรที่จะทำเพราะคุณจะได้รู้จักสังคมการทำงานจริงๆที่มีนายจ้างเป็นผู้จ้างมีการให้ค่าตอบแทนจริงๆ จะได้รู้วัฒนธรรมการทำงานการปรับตัวเข้ากับคนทำงานคนอื่นๆ ยิ่งถ้าได้ทำงานที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพที่สนใจจะสมัครงานยิ่งดีเพราะถือว่าคุณได้มีการฝึกมือมากก่อน
  5. อย่าให้เกิดช่วงเวลาว่างในเรซูเม่นานเกินไป เช่น กรณีที่คุณตกงานมานานและไม่เห็นความต่อเนื่องของช่วงเวลาการทำงานค่อนข้างยากที่จะอธิบายต่อผู้สัมภาษณ์ว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณหางานไม่ได้สักที แบบนี้คงไม่มีใครอยากจ้างงานคุณ แต่ถ้าคุณสามารถระบุลงไปว่าช่วงเวลาเหล่านั้นคุณได้ใช้ไปกับการเพิ่มทักษะความสามารถให้ตัวเอง เช่น การเข้าอบรมหลักสูตรระยะสั้นหลายหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนคุณสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จงปิดจุดอ่อนส่วนนี้ก่อนที่คิดจะไปสมัครงาน

 

จงทำตัวเองให้เป็นคนหางานที่มีคุณภาพ หากคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการหางานคุณจะได้รับสถานะพนักงานใหม่ในเร็ววัน  ไม่มีใครอยากหางานนานๆหรือตกงานนานๆใช่ไหม ดังนั้นจงเริ่มเปลี่ยนตัวเองสู่การเป็นผู้หางานที่มีคุณภาพสร้างโอกาสให้ตัวเอง

น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ไฮท์ เรซูเม่ เป็นยังไงมาดูกัน

อีกหนึ่งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้สมัครงานต้องศึกษาให้ดีคือการทำ เรซูเม่ ออกมาให้ดูดี มีระดับ ในแบบที่กระชับ สวยงาม และไม่เยอะจนเกินไป เรียกว่าผู้สมัครงานควรมีอาวุธเด็ดเพื่อพิชิตงานเป็น “ไฮท์ เรซูเม่” แบบที่เรียกว่า น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

สิ่งที่จะทำให้ผู้สมัครงานมี “ไฮท์ เรซูเม” อยู่ในมือได้เริ่มากการลบบางอย่างออกไปจากเรซูเม ของคุณ มาดูกันเลยว่าอะไรไม่ควรปรากฏใน “ไฮท์ เรซูเม”

  1. วัตถุประสงค์ของการสมัครงาน ไม่ต้องบรรยาย ใครๆ เค้าก็รู้ว่าคุณเขียน Resume มาเพราะหางาน ลดทอนข้อความตรงนี้ลงได้จะทำให้มีพื้นที่เหลือสำหรับข้อมูลดีๆอีกมาก
  2. อย่าใส่ประสบการณ์การทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องมามากเกินความจำเป็น เช่น เคยทำงานเป็นพ่อครัวแต่ตอนนี้จะมาสมัครงานการตลาด หรือ เคยรับจ้างเลี้ยงสุนัขตอนนี้จะมาสมัครงานเป็นพักงานต้อนรับ ไม่ควรนะจ๊ะมันดูงงๆ เอาไว้เล่าให้เขาฟังตอนไปสัมภาษณ์ก็ได้จ้า
  3. ข้อมูลส่วนตัวที่ควรเอาไว้บอกเพื่อน ไม่ว่าคุณจะหย่าร้างมากี่ครั้ง นับถือกี่ศาสนา หรือว่าคุณชอบกินบุฟเฟ่ ตัดมันออกไปจากเรซูเม คุณได้เลย ไม่มีกรรมการคนไหน อยากรู้นะ
  4. งานอดิเรกที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับงาน คุณเชียร์ทีมฟุตบอลอะไร ชอบไปเที่ยวที่ไหน ขอบทำงานประดิษฐ์เกี่ยวกับอะไร สิ่งที่กรอกได้หากมีหัวข้อในใบสมัครงานแต่ไม่ต้องเอามาเขียนในเรซูมเม
  5. อย่าใส่คำพูดที่ดูเว่อร์จน HR ส่ายหัว อย่าโม้เกินจริง ไม่ใช่เพิ่งเรียนจบมา แต่ประสบการณ์การทำงานยาวเหยียด หรือบอกว่าทำได้สารพัดอย่างแต่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานในองค์กรจริง
  6. ย่อคำอธิบายประสบการณ์ให้กระชับก่อนที่ HR จะเลิกอ่าน ควรเขียนประสบการณ์ทำงานแบบละเอียดเป็นข้อย่อยๆแต่อย่ามีหลาย bullets มันรกตา
  7. อย่าให้เขาเห็นว่าคุณมีระยะเวลาระหว่างเปลี่ยนงานที่นานเกินไปเพราะ HR จะเผลอคิดว่า นี่คุณไม่ผ่านโปร ถูกไล่ออก หรืออะไร ในระหว่างที่ไม่ได้ทำงานประจำนานๆควรที่จะมีกิจกรรมที่ทำและนำสิ่งที่ทำและส่งเสริมการสมัครงานครั้งนี้มาใส่
  8. จัดรูปหน้า Resume ให้คงที่ อย่ามาในรูปแบบหลากหลาย คุณควรทำให้ Resume ของคุณมีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เช่น ใช้ฟ้อนต์ตัวอักษรเดียวกัน ระดับคำ และลักษณะการนำเสนอเหมือนกันอย่างสม่ำเสมอ
  9. ตรวจสอบให้ดีอย่าใช้ภาษาที่ผิดหลักไวยากรณ์ การสะกดคำ การใช้คำเชื่อม ประโยครูปแบบทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ
  10. จงใช้ชื่อ e-mail ที่เป็นทางการ คุณควรตั้งชื่ออีเมลล์ที่ดูดี เช่นชื่อและนามสกุลของคุณ จะดีกว่า
  11. ลิงค์ Social Media ของคุณหากไมมีกำหนดไว้ว่าขอให้ใส่ไม่ควรใส่เพราะการไปดูในนั้นจะมีผลต่อการพิจารณาเช่นการระบายอะไรลงในเฟสบุ๊คของคุณ หรือถ้าคุณมี Social Media แสดงถึงผลงานของคุณที่สามารถไปดูเพิ่มได้อันนั้นใส่มาเถอะ

เทคนิคสร้าง First Impression ให้ปังมัดใจกรรมการสัมภาษณ์งาน

โดยทั่วไปเราตัดสินคนอื่นในเวลาไม่กี่วินาที และแน่นอนว่าเมื่อเราตัดสินใครไปแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนความคิดนั้น  นี่คือสิ่งที่อธิบายว่าความประทับใจแรก (First Impression) สำคัญมาก มันทำให้เกิดความถูกชะตา และนำพาไปสู่การอยากทำงานร่วมกัน ดังนั้นคนหางานต้องสร้าง First Impression ให้ดี และจะทำให้คุณหางานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น อาจหางานเพียงที่เดียวแล้วได้งานเลย  มาดูสิว่า เทคนิคสร้าง First Impression ให้ปังมัดใจกรรมการสัมภาษณ์งาน www.jobtopgun.com ทำได้อย่างไร

  1. ก่อนพบเจอคนใหม่ๆ ควรทำการบ้านก่อนว่า คนที่คุณจะไปพบ เขาคือใคร สนใจเรื่องอะไรอยู่ มีอุปนิสัยเช่นไร และเขาคาดหวังอะไรจากตัวคุณ เพื่อที่ก่อนจะตอบคำถามหรือพูดอะไร คุณจะตอบคำถามนั้นได้ตรงประเด็น  และควรเตรียมประเด็นที่จะพูดคุย 2-3 ประเด็น เพื่อให้การสนทนาสามารถดำเนินไปอย่างสะดวก   ในการสนทนาเพื่อสร้างความประทับใจคุณควรจะ แสดงความรู้ ความสามารถของคุณเอง และก่อนที่จะจบการสนทนา  คุณอาจจะทวนถามคู่สนทนาว่าคุณได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญครบหรือไม่
  2. ใช้ภาษากายให้เหมาะสม  แม้รู้สึกกังวลเมื่อต้องพบคนไม่คุ้นเคย  แต่ต้องลดความประหม่า แสดงภาษากายออกมาด้วยท่าทางมั่นใจและผ่อนคลายที่สุด ทำให้คุณมีบุคลิกที่ดี ก้าวเท้ายาวๆในขณะที่เดิน  นั่งตัวตรง  เดินด้วยความมั่นใจกับหลังที่ตั้งตรง แสดงท่าที่อย่างธรรมชาติไม่จำเป็นต้องแสดงความสนิทสนมจนเกินไป
  3. ค้นหา สิ่งที่เหมือนกันของคุณกับคู่สนทนาคุณควรจะหาหัวข้อพูดคุยที่จะสร้างความสนิทใจกับเป้าหมาย จะทำให้รู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนมกันง่ายขึ้น สามารถหาข้อมูลพื้นฐานใน LinkedIn หรือ Facebook และควรพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคู่สนทนา เช่น ชมการแต่งกาย
  4. จริงใจ เปิดเผย และพร้อมที่จะสร้างมิตรสัมพันธ์ที่ดีเป็นสร้างความประทับใจที่ยั่งยืน พูดถึงข้อดีของอีกฝ่ายที่คุณสังเกตได้ เพราะยิ่งคุณพูดถึงข้อดีของอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกดีต่อคุณมากเท่านั้น
  5. สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณควรระลึกไว้เสมอคือตามธรรมชาติ อย่าพูดคุยสร้างความประทับใจจนดูเป็นการแสดง คุณอย่าลืมคำถามปลายเปิดสอบถามไปยังคู่สนทนาด้วยเพราะจะเป็นการต่อบทสนทนาที่ดีทำให้การสนทนามีชีวิตชีวา
  6. ในการสัมภาษณ์งานหากคุณไม่เด็กจนเกินไปและมีช่วงวัยและความความสามารถต่างจากผู้สัมภาษณ์อาจทำให้การสนทนาเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างกันจะดีกว่า

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นการสร้าง First Impression เป็นสิ่งที่บางคนทำเลยเพราะเป็นคนมีเสน่ห์หากแต่บางคนนั้นต้องฝึกฝน การจะเติบโตในการทำงานเรื่องบุคลิกภาพก็สำคัญเช่นดัน ไม่ควรมองข้ามที่จะฝึกฝน

หางานแบบคนยุคดิจิทัล หางานได้จากที่ไหนบ้างนะ ?

นอกจากวิธีการหางานแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะหาจาก   หนังสือพิมพ์  หน้าที่รวมประกาศรับสมัครงาน หรือที่เรียกกันว่าหน้า Classifies   นิตยสารสมัครงานmujรวมประกาศรับสมัครงาน   เว็บไซต์หางาน

ที่รวบรวมตำแหน่งงานว่าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรืองานพิเศษ ตลอดจนงานพาร์ทไทม์ (Part time) บริษัทจัดหางาน ที่เปรียบเสมือนเป็นนายหน้าที่จะจัดหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้แก่ผู้หางาน  ซึ่งควรดูบริษัทให้ดีก่อน ว่าน่าเชื่อถือได้หรือไม่   ยังมีหน่วยงานของรัฐอย่าง สำนักงานจัดหางาน ที่อำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลที่ว่างงาน หรือต้องการเปลี่ยนงาน   รวมทั้งหางาน จากคนรู้จัก  หรือไปหางานในงานนัดพบผู้ประกอบการ  ยังมี การประชาสัมพันธ์ผ่านการแนะแนวของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันยังมีช่องทาง ที่ได้รับความสนใจมาก อาทิ

  1. Campus Visit  ในเทอมที่ 2  ของแต่ละปีการศึกษา  บริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง  เช่น  เครือซีเมนต์ไทย  บริษัท  แอดวานซ์  อินโฟ  เซอร์วิส จำกัด (AIS)  ซึ่งต่างก็ใช้ในช่วง  Golden Time ประชาสัมพันธ์บริษัทและเปิดรับสมัครงาน โดยเข้าไปทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย  บริษัทมีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเองและรับสมัครงานไปด้วยในตัว  Campus  Visit  ยังมีข้อได้เปรียบที่ผู้สมัคงานสามารถสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ สงสัย แล้วได้รับคำตอบทันที
  2. การเข้าฝึกงานในรูปแบบสหกิจศึกษา (Co-operative Education Program) หรือ บางแห่งมีการบ่มเพราะนักศึกษาร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการ เช่น โครงการดีแทคชวนน้อง ๆ นักศึกษา ปี 2-4 สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน “ลองดีกับดีแทค” หรือ โครงการ Internship & Co-Operative Education รับสมัครนิสิต นักศึกษาฝึกงานกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น  รวมทั้ง KBTG กับโครงการ BOOTCAMP ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3-4 ซึ่งกำลังมองหาที่ฝึกงานเข้าทดลองทำงาน ด้วยการคิดจริง ปฏิบัติจริง โดยทีมรุ่นพี่มืออาชีพที่พร้อมด้วยประสบการณ์คอยแนะนำและแชร์ความรู้มากมาย  อีกหนึ่งตัวอย่างที่มีมายาวนานคือ โครงการ Growing with AIS ส่งเสริมให้นิสิต/นักศึกษามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานเป็นทีมผ่านกิจกรรมกลุ่มพิเศษ
  3. สำหรับผู้หางานทั่วไปสามารถหางานผ่านมือถือได้ง่ายๆเช่น Helpster  แพล็ตฟอร์มที่จับคู่พนักงานระดับปฎิบัติการกับธุรกิจแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเด่นของ Helpster คือ  ความรวดเร็ว   คุณภาพพนักงาน และออกแบบมาให้ใช้งานง่าย  แอพพลิเคชั่น Kolla  กับสโลแกน  “หาคนทำงานทั่วไทย หางานที่ใช่ ใกล้บ้าน”  และคำเชิญชวนที่ว่า “เชื่อไหมว่า SME ก็สามารถหาพนักงานได้ภายใน 1 นาที  อีก Application หางาน ที่น่าสนใจคือ Adecco Thailand Jobs & Knowledge Center เป็น Applicationของ กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร Adecco  มุ่งทำ Applicationสำหรับคนทำงาน หรือ ผู้ที่กำลังมองหางาน เพื่อช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนทำงานรุ่นใหม่